การต้อนรับจากเดอะค็อปและบรรยากาศในแอนฟิลด์เป็นไปตามคาด
ป้ายผ้าและธงทิวปลิวไสว กระทั่งอารมณ์ร่วมนอกสนามขณะที่รถบัสพานักฟุตบอลมาถึง พลุควันสีแดงอบอวลไปทั่ว
กองเชียร์ลิเวอร์พูลตั้งหน้าตั้งตารอเกมนี้ยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ มันเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวจากเหตุคดี 115 กระทงของแมนเชสเตอร์ ซิตี้
หลายครั้งที่กองทัพนักเตะหมื่นล้านของซิตี้พังพินาศด้วยเสียงเชียร์เร่าร้อนที่นี่ โดยเฉพาะวันที่ก่อกำเนิดหนึ่งในประโยคอมตะของ เยอร์เก้น คล็อปป์ "กระทั่งคนขายฮ็อตด็อกก็ต้องพร้อมเต็มที่" เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2019
เพียงแต่.. มันก็ไม่ใช่ทุกครั้งเช่นกันที่การโหมกระหน่ำแห่งแอนฟิลด์จะเฆี่ยนตีทีมเรือใบสีฟ้าได้ กุมภาพันธ์ต้นปีที่ผ่านมา เป๊ป กวาร์ดิโอล่า พาลูกทีมบุกมาควัก 3 คะแนนสำคัญกลับอีสต์แลนด์สในช่วงลุ้นแชมป์เกมต่อเกมกับอาร์เซน่อล
เกมนั้นนักเตะซิตี้แสดงให้เห็นถึงประสบการณ์ วุฒิภาวะ และความนิ่งในการรับมือกับบรรยากาศที่น่าสะพรึง หัวจิตหัวใจแข็งแกร่งพอที่จะเผชิญหน้ากับความกดดันสูงลิบ โดนนำไปก่อนท้ายเกมยังรัวแซงกลับมาได้ตอนทดเวลา
ต่อให้ไม่ได้มีนักเตะตัวหลักเต็มทีม ลิเวอร์พูลก็ยังน่ากลัวเสมอยามเล่นในแอนฟิลด์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวาระพิเศษที่กองเชียร์ร่วมใจกันส่งพลังเปล่งเสียงแบบไม่กลัวคอแตกอย่างนี้
เป็นโปรแกรมเตะที่ไม่เป็นใจที่สุดแล้วเท่าที่ซิตี้จะต้องเจอเมื่อกลับมาลงสนามเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ถูกพรีเมียร์ลีกชี้ว่าทำผิดกฎจริงในช่วงปฏิทินฟีฟ่ากันยายน-ตุลาคม
มันทำให้เกมที่ยากเป็นทุนเดิมอยู่แล้วยิ่งยากขึ้นเป็นเท่าตัว แต่นักเตะซิตี้ก็แสดงให้เห็นอีกครั้งว่าหัวจิตหัวใจของพวกเขายังคงแข็งแกร่งเหมือนคราวล่าสุดที่มาเยือน
เอนโซ่ มาเรสก้าและลูกทีมเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ที่ต้องเจอได้ดี พวกเขารู้ว่าต้องพบกับอะไรบ้าง เสียงโห่เสียงเชียร์ดังกระหึ่มและการวิ่งเข้าใส่แบบไม่ให้เวลาตั้งตัวของนักเตะลิเวอร์พูลคือสิ่งที่จะเกิดขึ้นแน่นอน
พวกเขาปักหลักรับมือกับสิ่งที่รู้ว่าจะเจอได้ดี แกนหลักอย่าง มาร์ก เกอี กับ รูเบน ดิอาส คู่เซนเตอร์แบ๊ก และ เอลเลียต แอนเดอร์สัน กับ เอนโซ่ เฟร์นานเดซ คู่มิดฟิลด์หนักแน่น สุขุม เยือกเย็น ควบคุมสติได้สมกับคุณภาพของตน ไม่เสียสมาธิ ไม่ว่อกแว่กลนลานไปกับบรรยากาศหฤโหดของเจ้าถิ่น
การไล่เพรสซิ่งดุเดือดของลิเวอร์พูลทำให้ซิตี้ครอบครองบอลไม่ได้เลยตลอดครึ่งแรกก็จริง ทว่าการตั้งหลักรับมือกับสถานการณ์ที่เป็นรองยังดี ประกอบกับลิเวอร์พูลชุดนี้ยังไม่ได้ไต่ระดับไปถึงจุดสุดยอดอย่างในยุคของคล็อปป์ที่ไม่เพียงแย่งเอาบอลมาครองได้เท่านั้นแต่ยังสามารถลงโทษคู่ต่อสู้ได้อีกด้วย
ความแตกต่างตรงนี้ทำให้หลายครั้งที่ขุนพลของ อันโดนี่ อิราโอล่า ทำได้ดี แย่งบอลได้ แต่ไม่สามารถสร้างโอกาสทองอย่างจริง ๆ จัง ๆ จานลุยจิ ดอนนารุมม่าไม่ได้เจองานหนักมากนักจนกระทั่งต้นครึ่งหลังที่ต้องออกแรงป้องกัน 2 ครั้งติด
ความมุ่งมั่นของนักเตะหงส์แดงสร้างปัญหาให้รองแชมป์เก่าไม่น้อย บอลแทบไปไม่ถึงข้างหน้า เออร์ลิง ฮาลันด์ เงียบสนิทตลอดครึ่งแรก เช่นเดียวกับ อิลลิมัน เอนดิอาย และ รายยาน แชร์กี ทั้งทีมมีโอกาสสับไกยิงแค่ครั้งเดียว
เสียงเชียร์นั้นช่วยลิเวอร์พูลได้แน่เพียงแต่สภาพทีมไม่เอื้อให้ทุกอย่างดีไปจนถึงที่สุด การขาด 3 ตัวหลักที่ช่วยกันยิง 6 จาก 7 ประตูของทีมในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ทั้ง อเล็กซานเดอร์ อิซัค, โกดี้ กักโป และ โดมินิก โซโบซไล ส่งผลต่อคุณภาพเกมรุกชัดเจน
ตัวแทนอย่าง ลูอิส คูมาส และ บิคตอร์ มูนยอซ ขยัน คล่องแคล่ว รวดเร็ว ทำหน้าที่ของตัวเองดีที่สุดแล้วเพียงแต่ยังขาดทีเด็ดทีขาดที่จะลงโทษคู่ต่อสู้ในเกมระดับนี้
ขณะที่ ไรอัน กราเฟนแบร์ก ซึ่งได้เล่นแทนโซโบซไลกลายเป็นคนที่โดดเด่นที่สุดของลิเวอร์พูล บอลแรกทำให้ตัวเองได้เปรียบทุกครั้งและการควบทะยานขึ้นหน้าสร้างความปั่นป่วนให้ซิตี้ไม่น้อย
น่าเสียดายที่กราฟได้อยู่ในสนามแค่ 62 นาที จังหวะโดนใบเหลืองที่สองจากการฟาวล์ เฌเรมี่ โดกู นั้นน่าเห็นใจ เพราะในสถานการณ์นั้นผู้ตัดสินบางคนอาจเลือกที่จะ "ทด" ใบเหลืองเอาไว้ก่อน ถ้ามีการฟาวล์ครั้งต่อไปถึงจะแจกใบเหลือง-แดงให้ เพื่อให้การแข่งขัน ณ ตอนนั้นดำเนินต่อไปโดยไม่มีแอนตี้ไคลแม็กซ์
กระนั้นกราฟก็โยนตัวเองเข้าไปสู่ความเสี่ยงโดยไม่จำเป็น จริงอยู่ว่ากรรมการบางคนอาจเลือกทดเอาไว้ก่อนตามศิลปะการตัดสิน แต่เราก็ไม่ควรวัดใจกับกรรมการอยู่ดี ยิ่งเมื่อคำนึงว่ามันเป็นการฟาวล์ที่สามารถให้ใบเหลืองได้
โชคร้าย น่าเห็นใจ ใบเหลืองเบาเกินไป แต่อ้างอะไรไม่ได้
ใบแดงของกราฟเป็นจุดพลิกผันหนึ่ง แต่จุดเปลี่ยนสำคัญจริง ๆ ของเกมเกิดขึ้น 6 นาทีก่อนหน้านั้นเมื่อ เฌเรมี่ โดกู ถูกส่งลงสนาม
ผลงานของปีกเบลเจี้ยนเหลือเฟือสำหรับตำแหน่งแมนออฟเดอะแมตช์แม้จะอยู่ในสนามเพียงครึ่งชั่วโมงเศษ โรนัลด์ อาเราโอ แบ๊กขวาหงส์แดงต้องเจอกับฝันร้ายหนักหน่วงตลอดเวลาเพราะผู้เล่นซิตี้เลือกย้ำบอลมาทางนี้แทบจะทุกครั้งที่ขึ้นเกม
โดกูที่แอนฟิลด์เมื่อคืนวันอาทิตย์คือโดกูร่างทองเหมือนเกมยำใหญ่ลิเวอร์พูลที่เอติฮัด สเตเดี้ยมฤดูกาลก่อน ถ้าเป็นการให้คะแนนแบบเยอรมันก็ต้อง 1 คะแนนหรือ "เหนือดุจเทวดา" สถานเดียว
คล่องแคล่ว ปราดเปรียว แม่นยำ ตัดสินใจดี และลงโทษคมกริบ ประตูแรกมูนยอซไม่ลงมาซ้อนอาเราโฮ ประตูที่สองดาวเตะแชมป์โลกลงมาช่วยรับหน้าเป็นด่านแรกก็เจอกระชากเข้าขวาแล้วปั่นเสียบเสาไกลดื้อ ๆ ต่อหน้าต่อตา
ยังไม่รวมทุกจังหวะที่ได้บอลและเล่นงานเกมรับลิเวอร์พูลได้ตามใจนึก คิดไม่ออกจริง ๆ ว่าฟอร์มของโดกูแบบนี้จะมีแบ๊กขวาคนไหนหยุดเขาได้
เกมถูกตัดสินในเวลาแค่ 6 นาทีนับจากกราเฟนแบร์กถูกไล่ออกนาที 62 ไปจนถึงแมนฯ ซิตี้นำ 2-0 นาที 68 ช่วงเวลาที่เหลือนักเตะ 10 คนของลิเวอร์พูลไม่สามารถทำอะไรที่เป็นภัยคุกคามใส่ผู้มาเยือนได้เลย ก่อนจะถูก แชร์กี โซโล่เข้าไปซัดอีกดอกปิดท้าย
อันที่จริงมันก็เป็นความพ่ายแพ้ที่ไม่ได้เลวร้ายจนเกินไปนักสำหรับลิเวอร์พูล แน่นอนสกอร์นั้นขาดลอยเท้งเต้งแต่เกมไม่ขี้เหร่ ครึ่งแรกเล่นดีกว่าด้วยซ้ำ การตอบสนองของนักเตะก็ดีไม่ยอมแพ้ ฮึดวิ่งเต็มที่ ขณะที่ความผิดพลาดส่วนบุคคลง่าย ๆ อย่างซีซั่นก่อนไม่มีให้เห็นมาหลายเกมแล้ว
ลิเวอร์พูลแพ้ทีมเวิร์ค ความนิ่ง ขุมกำลัง และความสามารถเฉพาะตัวของซิตี้ แพ้ความหลากหลายที่ยังมีไม่เท่าทีมระดับลุ้นแชมป์
เป็นทีมที่กำลังพัฒนาไปข้างหน้า บนข้อจำกัดบางอย่างที่ยังมีอยู่โดยเฉพาะขนาดของขุมกำลังและอาการบาดเจ็บ
ว่ากันต่อในเกมถัดไป รอไม่นานครับเพราะคืนวันพุธคิวเตะแชมเปี้ยนส์ ลีกก็มาแล้ว
ตังกุย