ลิเวอร์พูล ต้องพบกับความพ่ายแพ้ในพรีเมียร์ลีกนัดแรกภายใต้การคุมทีมของ อันโดนี่ อิราโอล่า อย่างเจ็บแสบ หลังเปิดบ้านโดน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ บุกมาต้อนขาดลอย 3-0 โดยเกมนี้ หงส์แดง ต้องมาเหลือผู้เล่น 10 คนในช่วงครึ่งหลังจากการโดนใบแดงของ ไรอัน กราเฟนแบร์ก และนี่คือ 5 ประเด็นร้อนจากแมตช์นี้
ตั้งแต่เสียงนกหวีดแรกจากปากของ คริส คาวานาห์ ดังขึ้น ลูกทีมของกุนซืออันโดนี่ อิราโอล่า เปิดฉากไล่กดดันใส่ แมนฯ ซิตี้ อย่างหนัก และสามารถครองเกมได้ แถมยังมีโอกาสในการลุ้นทำประตูพอสมควร อย่างไรก็ตามในช่วงครึ่งแรกเกมค่อนข้างจะสูสีกัน
อย่างไรก็ตาม ในครึ่งหลังทัพ "หงส์แดง" เพรสซิ่งอย่างหนัก และทำให้ "เรือใบสีฟ้า" ปั่นป่วนสุดๆ โดยพวกเขามีโอกาสลุ้นทำประตูทั้งจาก ลูอิส คูมาส, ไรอัน กราเฟนแบร์ก และ อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ รวมทั้ง ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ แต่ขาดความเฉียบคม
เกมดูเหมือนจะอยู่ในมือของเจ้าบ้าน แต่การโดนใบเหลืองที่สองของ "กราฟ" กลายเป็นใบแดง ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป และสถานการณ์พลิกกลับไปที่ แมนฯ ซิตี้ สุดท้ายพวกเขาใช้ความได้เปรียบในเรื่องตัวผู้เล่นจัดการขย่ม "เดอะ เร้ดส์" จนอยู่หมัด
บทสรุปในแมตช์นี้ แมนฯ ซิตี้ แสดงให้เห็นว่าการมีผู้เล่นมากกว่าย่อมได้เปรียบ และไม่ปล่อยโอกาสที่จะคว้าชัยชนะหลุดลอยไป !!!
ช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา แมนฯ ซิตี้ เจอกระแสกดดันอย่างหนักจากการที่พวกเขาโดนคณะกรรมการอิสระตัดสินว่ามีความผิด 114 จาก 115 กระทง ในคดีละเมิดกฎการเงินพรีเมียร์ลีกอย่างรุนแรง และพวกเขาได้ยื่นอุทธรณ์แล้ว ซึ่งหากอุทธรณ์ไม่ผ่าน งานนี้มีสิทธิ์โดนลงโทษหนักแน่นอน
เกมเยือนถิ่นแอนฟิลด์ เป็นแมตช์แรกที่ "เรือใบสีฟ้า" กลับมาลงสนามหลังช่วง "ฟีฟ่า เดย์" และพวกเขาก็ต้องเจอกับการต้อนรับอย่างอุ่นหนาฝาคลั่งจากสาวก "เดอะ ค็อป" ที่มาพร้อมกับป้าย และเสียงตะโกนที่จ้องโจมตีสโมสรในฐานะพวก "ขี้โกง"
อย่างไรก็ตาม แฟนบอลแมนฯ ซิตี้ ที่เดินทางมาให้กำลังใจทีมรัก แสดงให้เห็นจุดยืนในการสนับสนุนทีม พร้อมกับนำกล้วยเป่าลมซึ่งเป็นธรรมเนียมที่อยู่คู่กับสโมสรมาอย่างยาวนานเกือบ 40 ปี เข้าไปในอัฒจันทร์ เพื่อยืนยันว่าพวกเขาพร้อมให้กำลังใจสโมสรและนักเตะทุกคน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม
ผลของแรงสนับสนุนจากเหล่าสาวก "สำเภาทอง" ทำให้นักเตะแสดงผลงานชั้นยอดออกมา และพวกเขาก็ตอบแทนความซื่อสัตย์ของแฟนบอลด้วยการไล่ต้อน ลิเวอร์พูล จนดับแดดิ้นคาถิ่นแอนฟิลด์
ต้องยอมรับว่าการที่ อิราโอล่า ขาด 3 นักเตะสำคัญอย่าง โดมินิค โซโบซไล, โกดี้ คักโป และ อเล็กซานเดอร์ อิซัค ส่งผลเสียอย่างมาก เพราะในจังหวะชี้เป็นชี้ตาย การขาดสามแกนหลักทำให้ทีมเสียสมดุลจริงๆ
กราเฟนแบร์ก อาจทำผลงานได้ดีในการทำหน้าที่แทน "โซโบ" แต่น่าเสียดายที่ดันเข้าบอลโฉ่งฉ่างไปหน่อยจนเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาต้องโดน 2 ใบเหลือง ขณะที่การขาด คักโป ทำให้ทีมไม่มีตัวเลือกต้องใช้ คูมาส ยืนเป็นหน้าเป้า เพราะ อิซัค มีปัญหาบาดเจ็บเช่นกัน
สำหรับในกรณีของ คูมาส ต้องบอกว่าเป็นผู้เล่นที่มีอนาคต เพราะนักเตะเล่นด้วยความมุ่งมั่น และเต็มไปด้วยพละกำลังที่สามารถวิ่งได้แบบไม่มีหมด ซึ่งเหมาะกับแท็กติกของ อิราโอล่า ที่เน้นการไล่เพรสซิ่งหนักตั้งแต่ในแดนคู่แข่ง
อย่างไรก็ตาม คูมาส ยังขาดสิ่งสำคัญในการเล่นก็คือความเฉียบคมในจังหวะการจบสกอร์ โดยเฉพาะในช่วงต้นครึ่งหลังที่เจ้าตัวมีโอกาสยิงประตูแต่ซัดเต็มข้อไปติดเซฟ จานลุยจิ ดอนนารุมม่า ซึ่งหากเป็นพวกกองหน้าตามธรรมชาติ จังหวะแบบนั้นมีโอกาสที่จะเป็นประตูสูงมาก
เกมนี้สองสตาร์ค่าตัวรวม 239 ล้านปอนด์ (ราว 10,516 ล้านบาท) อย่าง ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ กับ บรัดเลย์ บาร์กโกล่า ได้รับความคาดหวังว่าจะแสดงผลงานชั้นยอดออกมา แต่สาวก "เดอะ ค็อป" กลับต้องพบกับผลงานที่น่าผิดหวัง
ทั้งคู่มีจังหวะสัมผัสบอลได้ดีให้เห็นอยู่บ้าง แต่ท้ายที่สุดกลับแทบไม่มีบทบาทสำคัญในเกมนี้ การที่ เวียร์ตซ์ ถูกเปลี่ยนตัวออกทันทีหลัง ลิเวอร์พูล เหลือผู้เล่น 10 คน จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจสำหรับแฟนบอลเจ้าถิ่น
ส่วน บาร์กโกล่า ยังได้อยู่ในสนามต่ออีกระยะหนึ่ง แต่ก็ไม่เคยแสดงให้เห็นถึงประกายความสามารถที่จะพลิกสถานการณ์และเป็นความหวังในการช่วยทีมให้รอดพ้นจากความพ่ายแพ้
"หงส์แดง" เป็นสโมสรที่แสดงให้เห็นมาโดยตลอดว่า พลังของทีมเมื่อรวมกันนั้นยิ่งใหญ่กว่าคุณภาพของนักเตะคนใดคนหนึ่ง แต่สิ่งที่ทีมกำลังต้องการคือผู้เล่นตัวความหวังระดับโลกที่สามารถแบกทีมและตัดสินเกมได้ด้วยตัวเอง
จนถึงตอนนี้ ยังไม่มีใครเข้าใกล้การก้าวขึ้นมารับบทบาทแทน โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ในฐานะผู้เล่นคนสำคัญที่สร้างความแตกต่างให้กับทีมได้เลย
อิราโอล่า มีสถิติในการคุมทีมที่ยอดเยี่ยมมากๆ โดยเขากุมบังเหียน บอร์นมัธ จนกระทั่งนั่งเก้าอี้นายใหญ่ลิเวอร์พูล ไม่เคยแพ้ใครในเกมพรีเมียร์ลีกยาวนาน 23 เกมติดต่อกัน ซึ่งเป็นสถิติไร้พ่ายต่อเนื่องยาวนานที่สุดของกุนซือทุกคนในลีกเวลานี้
เส้นทาง 23 เกมไร้พ่ายของเฮดโค้ช "เอไอ" ได้แก่การคุม บอร์นมัธ ไม่แพ้ใคร 18 เกม โดยชนะ 8 เสมอ 10 แมตช์ ขณะที่เมื่อย้ายไปทำงานในถิ่นแอนฟิลด์ เขาสามารถนำสโมสรคว้าชัยชนะ 2 และเสมอ 3 เกม
อย่างไรก็ตามสถิติเหล่านี้สิ้นสุดเรียบร้อยด้วยผลงานของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ด้วยสกอร์ 0-3 โดยเป็นการแพ้ครั้งแรกนับตั้งแต่เข้ามาคุม ลิเวอร์พูล แถมเป็นการแพ้ด้วยผลต่าง 3 ประตูที่ถือเป็นสถิติร่วมในการแพ้ด้วยผลต่างมากที่สุดของ "หงส์แดง" กับการเล่นที่สนามแอนฟิลด์ในเกมพรีเมียร์ลีก
โดยก่อนหน้านี้เคยแพ้ยับด้วยผลต่าง 3 ประตูมาแล้วในเกมพบ:
เชลซี (1-4 ปี 2005)
แมนฯ ซิตี้ (1-4 ปี 2021)
เวสต์แฮม ยูไนเต็ด (0-3 ปี 2015)
น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ (0-3 ปี 2025)
และล่าสุด แมนฯ ซิตี้ (0-3 ปี 2026)