ญี่ปุ่น ไม่ได้จบรอบแรกด้วยตำแหน่งแชมป์กลุ่มตามที่หวังไว้ แต่พวกเขาก็เข้าสู่รอบน็อกเอาต์พร้อมภาพจำที่แตกต่างจากฟุตบอลโลกหนอื่น ๆ
ผลเสมอ สวีเดน 1-1 ทำให้ ญี่ปุ่น จบอันดับ 2 ของกลุ่ม F และต้องพบกับ บราซิล ในรอบ 32 ทีมสุดท้าย
บราซิล ชื่อที่ทำให้หลายคนมองว่านี่คือบททดสอบที่หนักที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
อย่างไรก็ตาม ถ้ามองจากฟอร์มของทั้งสองทีมที่ผ่านมา บราซิล เองก็คงไม่ได้รู้สึกสบายใจนักกับการต้องเจอ ญี่ปุ่น
เกมกับ สวีเดน สะท้อนตัวตนของทีม ฮาจิเมะ โมริยาสึ ได้ชัดที่สุดเกมหนึ่ง
ก่อนแข่ง เกรแฮม พอตเตอร์ เตือนลูกทีมว่าอย่ามองแค่การดวลตัวต่อตัว
กุนซือเลือดผู้ดีบอกว่า มันไม่ใช่เรื่องของการพูดถึงนักเตะแต่ละคน ญี่ปุ่น อันตรายทั้งทีม ทั้งเกมรุกและเกมรับทำงานร่วมกันเป็นระบบ”
แค่ประโยคเดียวก็อธิบายทีมชุดนี้ได้ครบ ประตูขึ้นนำของ ญี่ปุ่น ในนาที 56 คือภาพที่ชัดที่สุด
จังหวะเริ่มต้นไม่ได้ดูเหมือนจะมีอะไรพิเศษ ยูกินาริ สึกาวาระ จ่ายบอลเข้าให้ ริตสึ โดอัน ขณะที่ในพื้นที่สุดท้ายมีผู้เล่น ญี่ปุ่น เพียงสองคนท่ามกลางแนวรับสวีเดนหลายคน
สวีเดน รับมือเกมรุกของ ญี่ปุ่น ได้ตลอดทั้งเกมด้วยการดึงปีกลงมาช่วยเกมรับจนพื้นที่แทบไม่เหลือ แต่จังหวะนี้ ความเข้าใจเกมของนักเตะ ญี่ปุ่น ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป
โดอัน กับ อายาเสะ อูเอดะ ดึงแนวรับให้ขยับตาม อเล็กซานเดอร์ แบร์นฮาร์ดส์สัน ถอยหนึ่งก้าว ไดเซน มาเอดะ อ่านจังหวะเดียวกันและวิ่งเข้าไปในช่องว่างทันที
สึกาวาระ ส่งบอลเข้าให้ โดอัน แล้ว โดอัน ก็แตะคืนจังหวะเดียวให้ อูเอดะ เล่นชิ่งกลับคืนให้กัปตันทีมแบบวันทัช
โดอัน แทงทะลุช่องทันที มาเอดะ หลุดเข้าไปยิงไม่เหลือ ทุกจังหวะต่อกันอย่างลื่นไหล ดูเหมือนเป็นรูปแบบที่ซ้อมกันมาหลายครั้ง หรืออาจเป็นความเข้าใจเกมของนักเตะที่เล่นร่วมกันมาหลายปีจนไม่ต้องคิดมาก
นั่นแหละครับคือสิ่ง พอตเตอร์ พูดถึง
ญี่ปุ่น ไม่ได้มีซูเปอร์สตาร์เพียงคนเดียว พวกเขามีระบบที่นักเตะทุกคนเข้าใจตรงกัน
ยูโตะ นากาโตโมะ ที่ถูกส่งลงสนามแทน เคโตะ นากามูระ ได้ลงเล่นฟุตบอลโลกเป็นสมัยที่ 5 ติดต่อกัน
หลังจบเกม แข้งวัย 39 ปี เผยว่า “เรามาที่นี่เพื่อเป็นแชมป์ ไม่ว่าเจอใครก็ต้องชนะ”
ญี่ปุ่นเคยเจอบราซิลในฟุตบอลโลกครั้งล่าสุดเมื่อปี 2006
วันนั้นพวกเขาแพ้ 1-4 แต่ปีที่แล้ว เกมอุ่นเครื่อง ญี่ปุ่น ชนะ บราซิล 3-2 และเป็นชัยชนะครั้งแรกเหนือทัพแซมบ้า
…
หลายคนมองว่านี่คือการจับมาเจอที่โหดที่สุดของ ญี่ปุ่น
บราซิล ผ่านเข้ารอบในฐานะแชมป์กลุ่ม C แต่ตลอดรอบแบ่งกลุ่ม ทีมของ คาร์โล อันเชล็อตติ ยังหาสมดุลที่ดีที่สุดไม่เจอ
เกมที่เจอ โมร็อกโก จบลงด้วยผลเสมอ 1-1 และเป็นเกมที่ บราซิล มีปัญหาเรื่องการครองพื้นที่ระหว่างไลน์ รวมถึงจังหวะเปลี่ยนจากรับเป็นรุกหลายครั้ง
ต่างจาก ญี่ปุ่น ที่เล่นด้วยระบบเดิมมาต่อเนื่อง
โมริยาสึ ใช้ 3-4-3 เป็นโครงสร้างหลักมาตลอด
นักเตะรู้หน้าที่ของตัวเองทุกตำแหน่ง
วิงแบ็กเติมสูงเมื่อทีมครองบอล
กองหน้าด้านในขยับเข้าพื้นที่ฮาล์ฟสเปซหรือพื้นที่กึ่งกลางระหว่างฟูลแบ็กกับเซ็นเตอร์แบ็ก
กองหน้าตัวเป้าถอยลงมารับบอลเพื่อเปิดพื้นที่ให้เพื่อนวิ่งทะลุ
ทุกอย่างเกิดขึ้นต่อเนื่องจนกลายเป็นความเคยชิน
เกมกับสวีเดนแสดงให้เห็นภาพนี้ชัดที่สุด
ประตูของ มาเอดะ เกิดจากนักเตะสี่คนเคลื่อนที่สัมพันธ์กันภายในไม่กี่วินาที
นี่คือฟุตบอลที่เล่นด้วยความเข้าใจ และเป็นสิ่งที่ บราซิล ยังแสดงให้เห็นไม่มากนักในฟุตบอลโลกครั้งนี้
ญี่ปุ่นยังมีเกมรับที่แข็งแรง เสียโอกาสยิงให้คู่แข่งไม่มาก แผงมิดฟิลด์ช่วยปิดพื้นที่หน้าแนวรับได้ดี เซ็นเตอร์แบ็กกล้าดันขึ้นตามจังหวะ
ผู้เล่นทุกคนวิ่งกลับมาช่วยเกมรับทันทีเมื่อเสียบอล
ทั้งหมดทำให้ ญี่ปุ่น เสียโอกาสอันตรายน้อยกว่าหลายชาติที่เข้ารอบน็อกเอาต์
อีกเรื่องที่อาจถูกมองข้ามคือเรื่องการเดินทาง
ญี่ปุ่น เล่นสองเกมใน ดัลลัส รอบต่อไปพวกเขาจะลงสนามที่ ฮิวสตัน ทั้งสองเมืองอยู่ในรัฐเท็กซัส
แฟนบอลญี่ปุ่นจำนวนมากปักหลักอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เริ่มทัวร์นาเมนต์
หลายคนซื้อตั๋วและวางแผนเดินทางไว้ล่วงหน้า
นั่นหมายความว่าเกมกับ บราซิล จะมีแฟนบอลญี่ปุ่น จำนวนไม่น้อยตามเข้าไปเชียร์ในสนาม
ตลอดรอบแบ่งกลุ่ม ภาพแฟนบอล ญี่ปุ่น ร้องเพลง เชียร์ทีม และใช้เวลาร่วมกับแฟนบอล เม็กซิโก ในรัฐเท็กซัส กลายเป็นหนึ่งในสีสันของฟุตบอลโลกครั้งนี้
บรรยากาศแบบนั้นจะตามไปถึง ฮิวสตัน ด้วย
แน่นอนว่าไม่มีใครเลือกอยากเจอบราซิล เพราะทีมแชมป์โลก 5 สมัยยังเต็มไปด้วยนักเตะระดับโลก
เกมรุกมีคุณภาพ ความสามารถเฉพาะตัวพร้อมเปลี่ยนเกมได้ทุกเวลา ประสบการณ์เกมใหญ่เหนือกว่า ญี่ปุ่น
ทุกอย่างยังทำให้ บราซิล เป็นตัวเต็ง แต่สำหรับ ญี่ปุ่น เองก็มีสิ่งที่ บราซิล ต้องระวัง
พวกเขาเป็นทีมที่มีรูปแบบการเล่นชัดเจน
นักเตะเข้าใจระบบ เกมรุกมีหลายรูปแบบ เกมรับมีวินัย ทุกคนทำงานเพื่อทีม
เมื่อเจอคู่แข่งที่แข็งแกร่ง ญี่ปุ่น ไม่ได้จะเปลี่ยนแปลงตัวเองเลย
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา โมริยาสึ สร้างทีมชุดนี้ขึ้นจากความต่อเนื่อง
นักเตะหลายคนเล่นร่วมกันมาตั้งแต่ เอเชียน คัพ รอบคัดเลือกฟุตบอลโลก จนถึงฟุตบอลโลกครั้งนี้
ความต่อเนื่องกลายเป็นข้อได้เปรียบที่หลายชาติไม่มี
การหยุด ญี่ปุ่น ไม่ได้หมายถึงการหยุดนักเตะคนเดียว ต้องหยุดทั้งระบบ
รอบ 32 ทีมสุดท้ายจึงอาจเป็นหนึ่งในเกมที่คุณภาพสูงที่สุดของรอบนี้
บราซิล คือทีมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก
ญี่ปุ่น คือทีมที่พัฒนาตัวเองขึ้นมาจนกลายเป็นหนึ่งในทีมที่เล่นฟุตบอลเป็นระบบที่สุดของรายการ
ทีมหนึ่งเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ อีกทีมกำลังเขียนประวัติศาสตร์ของตัวเอง
ไม่ว่าเป้าหมายนั้นจะไกลแค่ไหน ญี่ปุ่น เดินเข้าไปหามันด้วยความเชื่อแบบเดิม
และนั่นคือเหตุผลที่รอบ 32 ทีมสุดท้าย บราซิล อาจเป็นทีมที่ทุกคนกลัว แต่ ญี่ปุ่น ก็เป็นทีมที่ไม่มีใครอยากเจอเช่นกัน
HOSSALONSO