แมนฯ ยูไนเต็ด ถูกจัดเป็นทีมพรีเมียร์ลีกที่บริหารตลาดซื้อขายแย่ที่สุดในรอบ 5 ปี หลังมูลค่าติดลบ 334 ล้านปอนด์ หรือกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท มีเพียงอัล ฮิลาลที่ผลงานแย่กว่า
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กำลังเผชิญปัญหารอบด้าน ทั้งความไม่แน่นอนเกี่ยวกับตำแหน่งผู้จัดการทีม ความขัดแย้งภายในห้องแต่งตัว ตลอดจนกระแสไม่พอใจจากแฟนบอลที่มีต่อบอร์ดบริหารและเจ้าของสโมสร ล่าสุดยังถูกเปิดเผยตัวเลขสุดเลวร้าย หลังได้รับการจัดอันดับให้เป็นสโมสรจากยุโรปที่บริหารตลาดซื้อขายนักเตะได้ย่ำแย่ที่สุดในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา
ข้อมูลจาก CIES Football Observatory สถาบันวิเคราะห์สถิติฟุตบอลระดับนานาชาติ ซึ่งศึกษาการดำเนินธุรกิจของสโมสรหลายร้อยแห่งทั่วโลก ระบุว่า แมนฯ ยูไนเต็ด เป็นทีมจากยุโรปที่มีผลงานด้านตลาดซื้อขายเลวร้ายที่สุด โดยมีมูลค่าติดลบ 334 ล้านปอนด์ (ประมาณ 15,063 ล้านบาท) นับตั้งแต่ปี 2022 และมีเพียง อัล ฮิลาล สโมสรเงินหนาจากซาอุดีอาระเบียที่มีอันดับต่ำกว่าทีม "ปีศาจแดง" ในตารางจัดอันดับโดยรวม
การศึกษาครั้งนี้ครอบคลุมสโมสรฟุตบอลทั่วโลกที่ใช้เงินซื้อนักเตะมากกว่า 42 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,894 ล้านบาท) นับตั้งแต่ปี 2021 โดยรวมเงื่อนไขเงินโบนัสเพิ่มเติมเข้าไปด้วย จากนั้นนำเงินที่จ่ายเพื่อคว้าตัวนักเตะมาเปรียบเทียบกับรายได้จากการขายผู้เล่น โดยไม่นับรวมการปล่อยยืมตัว พร้อมคำนวณมูลค่าของนักเตะที่สโมสรยังถือครองอยู่
อันดับที่สูงสะท้อนถึงกลยุทธ์การซื้อขายที่มีประสิทธิภาพและการบริหารงานที่ดี ขณะที่ทีมซึ่งอยู่ท้ายตารางแสดงให้เห็นถึงความผิดพลาดในการลงทุนและการดำเนินธุรกิจ
สำหรับ แมนฯ ยูไนเต็ด มีตัวเลขขาดทุนประมาณ 156 ล้านปอนด์ (7,036 ล้านบาท) จากการขายนักเตะ ขณะที่มูลค่าของผู้เล่นภายในทีมชุดปัจจุบันของ ไมเคิ่ล คาร์ริค ยังลดลงอีกประมาณ 184 ล้านปอนด์ (8,298 ล้านบาท)
ตัวอย่างความผิดพลาดในการเสริมทัพมีให้เห็นหลายราย เริ่มจาก อันโตนี่ ที่ย้ายมาจากอาแจ็กซ์ด้วยค่าตัว 85 ล้านปอนด์ (ประมาณ 3,834 ล้านบาท) เมื่อปี 2022 ก่อนถูกปล่อยให้ เรอัล เบติส ด้วยราคาเพียง 21.7 ล้านปอนด์ (ประมาณ 979 ล้านบาท)
ขณะที่ เจดอน ซานโช่ ย้ายจากโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ด้วยค่าตัว 73 ล้านปอนด์ (ประมาณ 3,292 ล้านบาท) แต่สโมสรไม่สามารถเรียกเงินค่าตัวกลับคืนมาได้แม้แต่ปอนด์เดียว และปัจจุบันยังคงเป็นนักเตะไร้สังกัด
ส่วน ราสมุส ฮอยลุนด์ ย้ายมาร่วมทีมด้วยค่าตัว 72 ล้านปอนด์ (ประมาณ 3,247 ล้านบาท) เมื่อปี 2023 ก่อนย้ายไป นาโปลี ด้วยมูลค่าที่ทำให้แมนฯ ยูไนเต็ดขาดทุนถึง 34 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,533 ล้านบาท)
นอกจากนี้ ยังมีนักเตะอย่าง อ็องเดร โอนาน่า 47 ล้านปอนด์ (2,120 ล้านบาท), เมสัน เมาท์ 60 ล้านปอนด์ (2,706 ล้านบาท) และ โจชัว เซิร์กซี 36 ล้านปอนด์ (1,624 ล้านบาท) ที่ยังอยู่กับสโมสร แต่ไม่สามารถสร้างผลงานได้ตามความคาดหวัง
อย่างไรก็ดี เซิร์กซี เป็นเพียงรายเดียวในกลุ่มนี้ที่ถูกคว้าตัวเข้ามาโดย อินีออส ซึ่งเข้ามารับผิดชอบการบริหารงานฟุตบอลประจำวันของสโมสรเมื่อปี 2024 และพยายามแก้ไขปัญหาการขาดทุนจากตลาดซื้อขาย
แหล่งข่าวภายในสโมสรชี้ว่า แม้ข้อมูลของซีไออีเอสจะสะท้อนความผิดพลาดในการเสริมทัพช่วงที่ผ่านมา แต่แนวทางการสรรหานักเตะของแมนฯ ยูไนเต็ดเริ่มปรับตัวดีขึ้นแล้ว
ภายใต้การบริหารของ เซอร์ จิม แรตคลิฟฟ์ สโมสรพยายามใช้แนวทางที่รอบคอบมากขึ้น ทั้งการปล่อยนักเตะค่าเหนื่อยสูงอย่าง กาเซมีโร่ และ ซานโช่ รวมถึงการตัดสินใจไม่เดินหน้าคว้าตัว เอลเลียต แอนเดอร์สัน หลังค่าตัวพุ่งสูงเกิน 100 ล้านปอนด์ (ประมาณ 4,510 ล้านบาท) และไม่เข้าร่วมสงครามแย่งตัว มาเตอุส แฟร์นันด์ส กับท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์
ท้ายที่สุด แมนฯ ยูไนเต็ดใช้งบประมาณรวม 163 ล้านปอนด์ (ประมาณ 7,351 ล้านบาท) คว้าตัว คาร์ลอส บาเลบา, อันเดรย์ ซานโตส, ยูริ ตีเลอมันส์ และ ไทแนน ธอมป์สัน หรือก่อนหน้านั้นในปี 2025 สโมสรใช้เงินไป 239 ล้านปอนด์ (ประมาณ 10,779 ล้านบาท) กับการคว้าตัว เบนยามิน เชชโก้, ไบรอัน เอ็มเบอโม่, มาเตอุส คุนญ่า และเซนเน่อ ลัมเมนส์
ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความท้าทายของสโมสรฟุตบอลในการบริหารตลาดซื้อขาย ไม่ใช่เพียงการเรียกเงินค่าตัวกลับคืนจากการขายนักเตะเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความสามารถในการเลือกผู้เล่นที่เหมาะสมกับทีมด้วยราคาที่สมเหตุสมผล
ในส่วนของสโมสรที่ทำผลงานได้ดีที่สุด ไอน์ทรัค แฟร้งค์เฟิร์ต จากบุนเดสลีกา ขึ้นรั้งอันดับ 1 ด้วยมูลค่าที่เพิ่มขึ้นประมาณ 441 ล้านปอนด์ (19,889 ล้านบาท) ตามด้วย เรอัล มาดริด ที่ 440 ล้านปอนด์ (19,844 ล้านบาท) และ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง แชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่เพิ่มขึ้น 394 ล้านปอนด์ (17,769 ล้านบาท)
ด้าน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป็นอีกทีมที่ทำผลงานได้ดี โดยรั้งอันดับ 5 ตามหลังเบนฟิก้า ด้วยมูลค่าที่เพิ่มขึ้นประมาณ 374 ล้านปอนด์ (16,857 ล้านบาท)
อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่ต้องพิจารณาจากกรณีที่แมนฯ ซิตี้ถูกตัดสินว่าละเมิดกฎการเงินในช่วงปี 2009-2018 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่วางรากฐานให้กับการศึกษาข้อมูลของซีไออีเอสในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา
ไม่ใช่เพียงแมนฯ ยูไนเต็ดเท่านั้นที่มีปัญหาในการซื้อขายนักเตะ เพราะ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ก็มีมูลค่ารวมลดลง 157 ล้านปอนด์ (ประมาณ 7,081 ล้านบาท) ขณะที่มูลค่านักเตะภายในทีมลดลงถึง 195 ล้านปอนด์ (ประมาณ 8,795 ล้านบาท)
การคว้าตัว ริชาร์ลิซอน จากเอฟเวอร์ตันด้วยค่าตัว 60 ล้านปอนด์ (2,706 ล้านบาท) เมื่อปี 2022 และ โดมินิก โซลันกี้ ด้วยราคา 65 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,932 ล้านบาท) ถือเป็นสองดีลสำคัญที่ยังไม่สามารถตอบแทนความคาดหวังได้
แม้สเปอร์สจะทุ่มเงินมหาศาลในช่วงซัมเมอร์เพื่อคว้าตัว ซานโดร โตนาลี่, มาเตอุส แฟร์นันด์ส, ยาน พอล ฟาน เฮ็คเค่อ และนักเตะรายอื่น แต่ยังต้องรอดูว่าการลงทุนครั้งนี้จะคุ้มค่าเพียงใด โดยปัจจุบันทีมไก่เดือยทองรั้งอันดับ 4 จากท้ายตารางของซีไออีเอส
ในทางกลับกัน บอร์นมัธ, ไบรท์ตัน และเบรนท์ฟอร์ด ซึ่งมักได้รับการยกย่องว่าเป็นสโมสรที่บริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต่างทำผลงานได้โดดเด่น โดยมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 292 ล้านปอนด์ (13,169 ล้านบาท), 271 ล้านปอนด์ (12,222 ล้านบาท) และ 253 ล้านปอนด์ (11,410 ล้านบาท) ตามลำดับ
ด้าน ลิเวอร์พูล แม้ต้องเสีย เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ และ อิบราฮิมา โกนาเต้ แบบไม่มีค่าตัวเมื่อหมดสัญญา อีกทั้งยังทุ่มเงินเกิน 100 ล้านปอนด์กับนักเตะถึง 3 รายในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แต่ตัวเลขมูลค่ารวมกลับเพิ่มขึ้นเพียง 13 ล้านปอนด์ (ประมาณ 586 ล้านบาท)
ขณะที่ เชลซี ซึ่งใช้เงินเสริมทัพไปเกือบ 2,000 ล้านปอนด์ (ประมาณ 90,200 ล้านบาท) กลับสามารถบริหารการขายนักเตะได้ดี ส่งผลให้มูลค่ารวมเพิ่มขึ้น 179 ล้านปอนด์ (ประมาณ 8,075 ล้านบาท) เช่นเดียวกับ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นในระดับเดียวกับเชลซี แม้จะเป็นอีกสโมสรที่เคลื่อนไหวอย่างหนักในตลาดซื้อขายนักเตะ
เมื่อพิจารณาเฉพาะสโมสรจากพรีเมียร์ลีก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถือเป็นทีมที่มีผลงานด้านตลาดซื้อขายย่ำแย่ที่สุดตามเกณฑ์ของซีไออีเอส โดยทิ้งห่างทีมอื่นอย่างชัดเจน