ลิเวอร์พูล ชนะ ไบรท์ตัน 2-0 คว้าชัยเป็นนัดที่ 4 ติดต่อกันทุกรายการ พร้อมคว้าชัยชนะที่ แอนฟิลด์ เกม พรีเมียร์ลีก เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนเมษายน
การได้ 3 แต้มนี้ นอกจากจะทำให้ ลิเวอร์พูล ขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 4 และตามหลัง อาร์เซน่อล 6 คะแนนแล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของทีม โดยเฉพาะวิธีการเล่นเกมรับที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น
ลิเวอร์พูล ได้สองประตูภายในเวลาเพียง 4 นาที เริ่มจากลูกยิงของ ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ ที่แฉลบ ปาสกาล โกรสส์ เข้าประตูในนาทีที่ 17 ก่อนที่ บรัดเลย์ บาร์กโกล่า จะไล่เพรสซิ่งแย่งบอลจาก โอลิวิเยร์ บอสกาญี่ แล้วเปิดให้ อเล็กซานเดอร์ อิซัค ยิงประตูที่สอง
หลังขึ้นนำ 2-0 ตั้งแต่นาทีที่ 21 ลิเวอร์พูล ไม่ได้พยายามเปิดเกมรุกแลกกับคู่แข่ง แต่เลือกควบคุมสถานการณ์ด้วยการเล่นเกมรับที่เป็นระบบมากขึ้น
หากดูเพียงสถิติหลังเกม หลายคนอาจสงสัยว่า ลิเวอร์พูล เป็นฝ่ายเล่นดีกว่าจริงหรือไม่
เพราะ ไบรท์ตัน มีโอกาสยิงถึง 17 ครั้ง ขณะที่ ลิเวอร์พูล ยิง 13 ครั้ง
ส่วนค่า xG ซึ่งใช้ประเมินคุณภาพของโอกาสทำประตู ไบรท์ตัน ก็เหนือกว่าที่ 1.35 ต่อ 0.87
แต่ตัวเลขเหล่านี้จำเป็นต้องพิจารณาควบคู่กับสถานการณ์ของเกมด้วย
ลิเวอร์พูล ขึ้นนำ 2-0 ตั้งแต่ต้นเกม ทำให้ ไบรท์ตัน ต้องเป็นฝ่ายไล่ตามตลอดเวลาประมาณ 70 นาทีที่เหลือ
เมื่อทีมหนึ่งตามหลังถึงสองประตู ก็ย่อมต้องพยายามครองบอล บุก และหาจังหวะยิงให้มากขึ้น ขณะที่ฝ่ายนำสามารถเลือกเล่นอย่างรัดกุมได้
หากพิจารณาคุณภาพของการยิง ลิเวอร์พูล มีโอกาสยิงตรงกรอบ 4 ครั้ง ส่วน ไบรท์ตัน ยิงตรงกรอบเพียงครั้งเดียว
ทั้งสองทีมมีโอกาสทองเท่ากันที่ 1 ครั้ง แต่โอกาสทองของ ไบรท์ตัน เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นเกม ขณะที่สกอร์ยังเสมอ 0-0 จากจังหวะที่ ยาซิน อายารี่ ยิงข้ามคานหน้าประตู
หลังจากนั้น ลิเวอร์พูล ไม่ปล่อยให้คู่แข่งสร้างโอกาสทองได้อีกเลย
ดังนั้น แม้ ไบรท์ตัน จะยิงมากกว่าและมีค่า xG สูงกว่า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาสามารถกดดัน ลิเวอร์พูล ได้ตลอดทั้งเกม
อย่างไรก็ตาม ค่า xG ที่สูงกว่าของ ไบรท์ตัน ก็ยังสะท้อนว่าพวกเขาสร้างโอกาสทำประตูได้ในระดับหนึ่ง เพียงแต่ตัวเลขดังกล่าวไม่สามารถอธิบายรูปเกมทั้งหมดได้ด้วยตัวเอง
สิ่งที่ชัดเจนมากในเกมนี้คือความยืดหยุ่นทางแท็กติกของ ลิเวอร์พูล
ที่ผ่านมา ภาพจำของทีมภายใต้ อิราโอล่า คือการเพรสซิ่งสูง ไล่บีบคู่แข่งอย่างดุดัน และพยายามแย่งบอลกลับมาให้เร็วที่สุด
แต่เกมกับ ไบรท์ตัน แสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่ได้มีวิธีเล่นเพียงแบบเดียว
หลังขึ้นนำสองประตู ลิเวอร์พูล เลือกถอยลงมาเล่นแบบ Mid-Block หรือการจัดแนวรับอย่างเป็นระบบตรงบริเวณแดนกลาง
แทนที่จะวิ่งไล่กดดันสูงตลอดเวลา ผู้เล่นจะรักษาตำแหน่งและระยะห่างระหว่างกัน เพื่อปิดช่องจ่ายบอลและจำกัดพื้นที่เข้าทำของคู่แข่ง
ผลคือ ลิเวอร์พูล สามารถปล่อยให้ ไบรท์ตัน ครองบอลประมาณ 65% แต่ยังควบคุมพื้นที่สำคัญและรักษาความได้เปรียบเอาไว้ได้
นี่คือสิ่งที่เรียกว่าการควบคุมเกมโดยไม่จำเป็นต้องครองบอล
การครองบอลมากกว่าไม่ได้หมายความว่าควบคุมเกมได้ดีกว่าเสมอไป
โดยเฉพาะเมื่อฝ่ายที่มีบอลไม่สามารถเปลี่ยนการครองบอลให้กลายเป็นโอกาสจะแจ้งได้
นอกจากช่วยให้เกมรับมีความมั่นคงแล้ว การสลับจากการเพรสซิ่งสูงมาเล่น Mid-Block ยังช่วยลดภาระการวิ่งของนักเตะด้วย
เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะ ลิเวอร์พูล กำลังอยู่ในช่วงโปรแกรมหนักถึง 10 นัดภายใน 27 วัน
การไล่เพรสซิ่งอย่างหนักตลอด 90 นาทีในทุกเกมแทบเป็นไปไม่ได้ หากต้องการรักษาความสดของผู้เล่นตลอดฤดูกาล
การมีวิธีเล่นอีกแบบให้เลือกใช้ จึงเป็นพัฒนาการที่น่าชื่นชมของ อิราโอล่า
ลิเวอร์พูล เก็บคลีนชีตในพรีเมียร์ลีกได้เป็นนัดที่ 4 ของฤดูกาล
เมื่อย้อนกลับไปช่วงสองเกมแรกที่เสียประตูนัดละสองลูก จะเห็นว่าทีมมีพัฒนาการในด้านนี้พอสมควร
แม้ยังมีเกมที่แนวรับผิดพลาด โดยเฉพาะความพ่ายแพ้ต่อ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งต้องเล่นด้วยผู้เล่น 10 คนในช่วงครึ่งชั่วโมงท้าย แต่ภาพรวมเกมรับเริ่มมีความมั่นคงมากขึ้น
ที่สำคัญ ไบรท์ตัน ไม่เสียประตูในทุกรายการมานานกว่า 9 ชั่วโมงก่อนมาเยือน แอนฟิลด์ และยังเป็นทีมที่ยิงประตูมากที่สุดใน พรีเมียร์ลีก ด้วยจำนวน 23 ประตู
การยิงพวกเขาได้สองลูก พร้อมรักษาคลีนชีต จึงถือเป็นผลงานที่มีความหมายอย่างมาก
หากต้องเลือกนักเตะที่ทำผลงานโดดเด่นที่สุด ต้องยกให้ โรนัลด์ อเราโฮ
สองเกมก่อนหน้านี้ เขาถูกเปลี่ยนตัวออกช่วงพักครึ่งด้วยเหตุผลทางแท็กติก แต่ในเกมที่รูปแบบการเล่นเอื้อกับจุดแข็งของตัวเอง อเราโฮ แสดงให้เห็นถึงคุณภาพอย่างเต็มที่
สถิติของเขาคือ ชนะการดวล 5 จาก 5 ครั้ง, เข้าปะทะแย่งบอลสำเร็จ 3 ครั้ง, เคลียร์บอล 8 ครั้ง, เก็บบอลกลับมาครองได้ 6 ครั้ง
เรื่องประทับใจมากที่สุดคือความทุ่มเทและความกระตือรือร้น
ครึ่งแรกมีจังหวะที่ อเราโฮ ล้มลงไปกับพื้นแล้ว แต่ยังพยายามใช้ศีรษะพุ่งเข้าไปสกัดบอล
ส่วนครึ่งหลัง เขามีจังหวะเข้าปะทะอย่างหนักหน่วงและแม่นยำ จนช่วยกระตุ้นบรรยากาศใน แอนฟิลด์
นี่คือผู้เล่นที่พร้อมทุ่มเททุกอย่างเพื่อหยุดคู่แข่งจริง ๆ
นอกจากเกมรับแล้ว การเล่นกับบอลของเขาก็น่าชื่นชมเช่นกัน
อเราโฮ จ่ายบอลเข้าสู่พื้นที่หนึ่งในสามสุดท้ายของสนาม 10 ครั้ง และมีการจ่ายบอลแบบ Line-breaking Passes อีก 9 ครั้ง
ตัวเลขหลังไม่ได้หมายถึงการจ่ายทะลุแนวรับสุดท้ายทั้งหมด แต่รวมถึงการจ่ายบอลที่สามารถพาบอลผ่านแนวการยืนของคู่แข่งและช่วยให้ทีมขึ้นเกมได้
เขายังมีจังหวะยกบอลข้ามแนวคู่แข่งให้ ไรอัน กราเฟนแบร์ก เข้าไปเล่นในพื้นที่ว่างได้ รวมถึงมีส่วนช่วยเกมรุกจังหวะประตูที่สอง
อเราโฮ แสดงให้เห็นว่าเขาไม่ได้มีดีแค่ความแข็งแกร่งทางร่างกาย แต่ยังสามารถช่วยทีมขึ้นเกมและสร้างความได้เปรียบจากแดนหลังได้ด้วย
หาก ลิเวอร์พูล มีโอกาสเจรจาซื้อขาดเขามาร่วมทีมในช่วงซัมเมอร์ ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ควรพิจารณาอย่างจริงจัง
แม้ค่าตัวอาจสูง แต่การที่เขาสามารถเล่นได้ทั้งแบ็กขวาและเซนเตอร์แบ็ก รวมถึงมีประสบการณ์และความดุดันที่เหมาะกับพรีเมียร์ลีก ย่อมเพิ่มทางเลือกให้ทีม โดยเฉพาะทดแทน โจ โกเมซ
…
ก่อนเกมมีคำถามว่า อิราโอล่า จะเลือกใครลงสนามระหว่าง บาร์กโกล่า กับ ริโอ เอ็นกูโมฮา
เพราะ เอ็นกูโมฮา เพิ่งทำผลงานยอดเยี่ยมเมื่อกลางสัปดาห์กับ บียาร์เรอัล แต่สุดท้าย อิราโอล่า เลือก บาร์กโกล่า และการตัดสินใจครั้งนี้ก็ได้ผล
นักเตะที่ย้ายมาจาก ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ด้วยค่าตัว 123 ล้านปอนด์ ถูกส่งลงเล่นทางฝั่งขวา และสร้างความแตกต่างจากการทำงานโดยไม่มีบอล
โดยเฉพาะจังหวะประตูที่สอง ซึ่งเขาไล่กดดันจนแย่งบอลจาก บอสกาญี่ ก่อนยกบอลข้ามแนวรับให้ อิซัค เข้าชาร์จ
เป็นอีกหนึ่งแอสซิสต์ที่แสดงให้เห็นถึงความขยัน การตัดสินใจ และความเยือกเย็นในจังหวะสำคัญ
บางครั้งคุณค่าของผู้เล่นเกมรุกไม่ได้อยู่แค่การเลี้ยงบอลหรือยิงประตูเท่านั้น
แต่ยังอยู่ที่ความสามารถในการช่วยทีมแย่งบอลกลับคืน และเปลี่ยนสถานการณ์จากเกมรับให้กลายเป็นโอกาสทำประตู
บาร์กโกล่า ทำสิ่งนั้นได้อย่างยอดเยี่ยมในเกมนี้
แม้จะเป็นชัยชนะที่น่าพอใจ แต่ ลิเวอร์พูล ยังมีเรื่องที่ต้องปรับปรุง โดยเฉพาะการเล่นเกมสวนกลับจังหวะที่ ไบรท์ตัน ดันผู้เล่นขึ้นสูง
ลิเวอร์พูล มีพื้นที่ให้โจมตีหลายครั้ง แต่กลับตัดสินใจในจังหวะสุดท้ายได้ไม่ดีพอ
บางครั้งเลือกจ่ายบอลผิดจังหวะ บางครั้งการเคลื่อนที่ของผู้เล่นยังไม่สัมพันธ์กัน ทำให้พลาดโอกาสที่จะยิงประตูที่สามและปิดเกมได้เด็ดขาดกว่านี้
หากสามารถพัฒนาการเลือกจ่ายบอลและการเคลื่อนที่ในเกมสวนกลับให้เฉียบคมขึ้น ก็จะทำให้การเล่นแบบถอยลงมาตั้งรับมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม
เพราะเมื่อคู่แข่งดันสูงเพื่อหาประตู ลิเวอร์พูล จะมีโอกาสใช้พื้นที่ด้านหลังแนวรับลงโทษได้มากขึ้น
วิธีการที่ ลิเวอร์พูล ใช้เพื่อคว้าชัยชนะคือสิ่งที่เห็นชัดจากเกมนี้
พวกเขาเริ่มเกมได้ดุดัน ใช้การเพรสซิ่งสร้างความได้เปรียบจนได้สองประตู ก่อนปรับมาเล่นอย่างรัดกุมและรักษาระยะห่างของสกอร์เอาไว้จนจบ
นี่คือความยืดหยุ่นที่ทีมจำเป็นต้องมี หากต้องการรักษาผลงานให้ดีตลอดฤดูกาล
อเราโฮ แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่ง
บาร์กโกล่า ตอบแทนความไว้วางใจของกุนซือ
ขณะที่ อเล็กซานเดอร์ อิซัค ยังคงเฉียบคม และ ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ ก็เริ่มกลับมามีความมั่นใจ
แน่นอนว่า ลิเวอร์พูล ยังไม่ใช่ทีมที่สมบูรณ์แบบ โดยเฉพาะจังหวะสวนกลับที่ยังต้องปรับปรุง
เมื่อมองภาพรวมแล้ว ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าทีมกำลังพัฒนาไปในทิศทางที่ดี
สิ่งที่ อิราโอล่า กำลังสร้างขึ้น คือทีมที่เริ่มรู้ว่าเมื่อไหร่ควรบุก เมื่อไหร่ควรรับ และจะควบคุมเกมอย่างไรแม้ไม่ได้ครองบอล
ฮอสอลอนโซ่