เปิดเบื้องหลังความคลั่งไคล้แฟนบอลพันธุ์แท้ในโลกฟุตบอล ไขข้อข้องใจเหตุใดการเชียร์ทีมรักจึงกลายเป็นอัตลักษณ์ที่แยกไม่อาศัยไม่ได้จากวิถีชีวิตคนเรา คลิกอ่านเลย
อะไรคือแรงผลักดันที่ทำให้แฟนบอลบางคนยอมทุ่มทั้งเวลา เงิน และพลังชีวิต เพื่อตามเชียร์ทีมรักไปทั่วโลก?
นักจิตวิทยาด้านกีฬามองว่า แฟนบอลเหล่านี้ไม่ได้เชียร์ฟุตบอลเพียงเพราะความบันเทิง แต่พวกเขาสร้าง "อัตลักษณ์" ผูกเข้ากับสโมสรหรือทีมชาติที่รัก จนความสำเร็จและความผิดหวังของทีมกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตตัวเอง
สำหรับแฟนบอลระดับฮาร์ดคอร์ การเดินทางข้ามทวีปเพื่อชมการแข่งขัน หรือการตามเชียร์ทุกนัด ไม่ต่างจากการแสดงความภักดีต่อครอบครัวหรือชุมชนที่พวกเขาเป็นส่วนหนึ่ง
นักวิจัยยังพบว่า ฟุตบอลช่วยสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของและการเชื่อมโยงทางสังคม โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ผู้คนรู้สึกโดดเดี่ยว การได้สวมเสื้อทีมเดียวกัน ร้องเพลงเชียร์ร่วมกัน หรือแบ่งปันอารมณ์หลังจบเกม สามารถสร้างสายสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งอย่างน่าทึ่ง
นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนของฟุตบอลยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ เพราะทุกเกมเต็มไปด้วยความหวัง ความตื่นเต้น และความเป็นไปได้ที่คาดเดาไม่ได้ ซึ่งกระตุ้นอารมณ์และความผูกพันของแฟนบอลอย่างต่อเนื่อง
ด้วยเหตุนี้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะเห็นแฟนบอลบางคนเดินทางตามเชียร์ทีมรักไปหลายสิบปี หรือเข้าชมฟุตบอลโลกแทบทุกสมัย เพราะสำหรับพวกเขา ฟุตบอลไม่ใช่แค่กีฬา แต่เป็นส่วนหนึ่งของตัวตนและวิถีชีวิตอย่างแท้จริง
ก่อนที่จะมีโซเชียลมีเดียซึ่งเปลี่ยนกองเชียร์พันธุ์แท้ให้กลายเป็นคนดังไวรัล แฟนบอลบางคนได้เปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นสัญลักษณ์ที่มีชีวิตของทีมชาติและวงการลูกหนังไปแล้ว
สเปน: มี มานูเอล กาเซเรส อาร์เตส หรือ "มานูโล เอล เดล บอมโบ" ชายผู้ตีกลองเชียร์ทีมชาติสเปน หรือ "ลา โรฆา" มาตลอดการแข่งขันฟุตบอลโลก 10 สมัย และอีกหลายศึกชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป
อาร์เจนตินา: มี คาร์ลอส ปาสกวล หรือ "เอล ตูลา" เจ้าของกลองเบสคู่ใจ ซึ่งกลายเป็นภาพคุ้นตาของแฟนบอลทัพ "ฟ้าขาว" ไม่ต่างจากบทเพลงชาติของพวกเขาเอง
เม็กซิโก: มี เอคตอร์ ชาเวซ หรือ "คาราเมโล่" ที่ทุกคนจดจำได้จากการทาหน้าสีเขียวและสวมหมวกซอมเบรโรขนาดใหญ่
บราซิล: มีหนึ่งในบุคคลที่สร้างความประทับใจและสะเทือนอารมณ์ที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอล นั่นคือ คลอวิส เฟร์นานเดซ หรือ "เกาโช ดา โกปา" ซึ่งนั่งร้องไห้อยู่บนอัฒจันทร์ พร้อมกอดถ้วยแชมป์ฟุตบอลโลกจำลองเอาไว้แน่น หลังทัพ "เซเลเซา" แพ้ยับเยอรมนี 1-7 ในศึกฟุตบอลโลก 2014
ภาพถ่ายดังกล่าวถูกเผยแพร่ไปทั่วโลก เพราะมันสะท้อนความรู้สึกที่มนุษย์ทุกคนเข้าใจได้ ผู้คนหลายล้านคนไม่ได้เห็นเพียงแฟนบอลคนหนึ่งที่กำลังเสียใจกับผลการแข่งขัน แต่เห็นชายคนหนึ่งที่กำลังสูญเสียส่วนหนึ่งของตัวตนและความภาคภูมิใจของเขา
เฟร์นานเดซ เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในอีกหนึ่งปีต่อมา ทำให้ฟุตบอลโลก 2014 กลายเป็นการเดินทางครั้งสุดท้ายของเขา ทุกวันนี้ลูกชายของเขายังคงสืบสานตำนานและนำสัญลักษณ์ของพ่อเดินทางไปเชียร์ทีมชาติบราซิลในทัวร์นาเมนต์ต่าง ๆ
หลายคนอาจมองผู้คนเหล่านี้เป็นเพียงแฟนบอลสุดแปลกที่น่ารัก แต่ในสายตาของนักมานุษยวิทยา สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเก่าแก่และลึกซึ้งกว่านั้นมาก
มนุษย์ใช้สัญลักษณ์ สีสัน และพิธีกรรมเพื่อแสดงความเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มมาตั้งแต่โบราณ ก่อนจะมีผ้าพันคอสโมสรหรือการทาสีใบหน้า ชนเผ่าและชุมชนต่าง ๆ ก็ใช้เครื่องแต่งกายพิธีการ สีบนร่างกาย และกิจกรรมร่วมกันเพื่อแสดงอัตลักษณ์ของพวกเขา
วิกเตอร์ เทอร์เนอร์ นักมานุษยวิทยาชาวอังกฤษ อธิบายว่า พิธีกรรมสามารถสร้างสิ่งที่เขาเรียกว่าความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างทรงพลัง (Communitas) ซึ่งทำให้ความแตกต่างในชีวิตประจำวันเลือนหายไปชั่วคราว
สนามฟุตบอลมอบประสบการณ์เช่นนั้นได้อย่างสมบูรณ์แบบ ตลอด 90 นาที แฟนบอลก้าวเข้าสู่สิ่งที่เทอร์เนอร์เรียกว่า "พื้นที่เปลี่ยนผ่าน" (Liminal Space) ซึ่งแยกออกจากโลกปกติ และดำเนินไปภายใต้กฎเกณฑ์และประเพณีของตัวเอง
นักวิชาการจำนวนมากมองการแข่งขันกีฬาในมุมเดียวกัน โดยเห็นว่ามันคือพิธีกรรมทางโลก (Secular Ritual) ที่สร้างสายสัมพันธ์ทางอารมณ์แบบเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในพิธีกรรมทางศาสนา
แฟนบอลจำนวนมากเก็บเงินเป็นเวลาหลายปี เดินทางข้ามทวีปเป็นระยะทางหลายพันกิโลเมตร อดทนต่อการเดินทางที่ยากลำบาก และมารวมตัวกับผู้ศรัทธาคนอื่น ๆ ในดินแดนอันห่างไกล
จุดหมายปลายทางไม่ใช่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ แต่เป็นสนามฟุตบอล วัตถุอันทรงคุณค่าไม่ใช่พระธาตุหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่เป็นผ้าพันคอ เสื้อแข่ง และตั๋วเข้าชมการแข่งขัน แม้แต่อัตลักษณ์ร่วมของแฟนบอลก็ถูกสร้างผ่านสัญลักษณ์ต่าง ๆ
การแสดงออกต่าง ๆ บนอัฒจันทร์ ไม่ว่าจะโดยส่วนตัวหรือเป็นกลุ่มก้อน อย่างเช่นการทาสีหน้า, เครื่องแต่งกาย, พฤติกรรมต่าง ๆ และบทเพลงเชียร์นั้น ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นการสื่อสารที่บ่งบอกว่า "เราคือพวกเดียวกัน"
วัฒนธรรมการเชียร์ฟุตบอลอาจดูเป็นเรื่องสมัยใหม่ แต่แรงผลักดันที่อยู่เบื้องหลังมัน คือความปรารถนาอันเก่าแก่ของมนุษย์ในการเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเองเสมอ
คำถามที่นักจิตวิทยาพยายามหาคำตอบมานานหลายทศวรรษนั้นดูเหมือนจะเรียบง่ายอย่างยิ่ง นั่นคือ เหตุใดแฟนบอลบางคนจึงอุทิศทั้งชีวิตให้กับทีมฟุตบอลทีมหนึ่ง?
คำตอบว่าทำไมแฟนบอลถึงทุ่มเทชีวิตเพื่อสิ่งที่รัก ส่วนหนึ่งสามารถอธิบายได้ด้วย ทฤษฎีอัตลักษณ์ทางสังคม (Social Identity Theory) ที่พัฒนาโดย อองรี ทาจเฟล และ จอห์น เทอร์เนอร์ ในช่วงทศวรรษ 1970
ทฤษฎีดังกล่าวเสนอว่า มนุษย์สร้างความภาคภูมิใจในตนเองและนิยามความเป็นตัวตนส่วนหนึ่งจากกลุ่มที่ตนสังกัดอยู่ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว ชาติ ศาสนา หรือสโมสรฟุตบอล ล้วนกลายเป็นองค์ประกอบของตัวตน และสโมสรฟุตบอลก็เป็นหนึ่งใน "เผ่าพันธุ์ทางสังคม" ที่ทรงพลังอย่างยิ่ง
งานวิจัยจำนวนมากพบว่า ความต้องการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม เป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดระดับความผูกพันของผู้คนต่อกีฬา ผู้ที่มีความต้องการทางสังคมสูงมักสร้างสายสัมพันธ์ทางอารมณ์กับทีมได้ลึกซึ้งกว่า
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่แฟนบอลแทบไม่เคยพูดว่า "พวกเขาชนะ" แต่จะพูดโดยอัตโนมัติว่า "พวกเราชนะ"
ประสบการณ์ร่วมทางอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่ ความพ่ายแพ้อันเจ็บปวด การเดินทางตามเชียร์ทีมเยือน หรือการร่วมทุกข์ร่วมสุขกับแฟนบอลคนอื่น ๆ ล้วนช่วยกระชับสายสัมพันธ์ดังกล่าวให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
ในโลกฟุตบอล ช่วงเวลาแห่งความสุขสุดขีดและความเจ็บปวดเหล่านี้เปรียบเสมือน "พิธีกรรมแห่งการเติบโต" ที่หล่อหลอมความสัมพันธ์ให้ลึกซึ้งกว่าความสัมพันธ์ทางสังคมทั่วไป
งานวิจัยยังพบอีกว่า ระดับของ ทฤษฎีการหลอมรวมอัตลักษณ์ (Identity Fusion) มักปรากฏสูงเป็นพิเศษในกลุ่มอุลตร้า (แฟนบอลเดนตาย) และกลุ่มกองเชียร์จัดตั้งทั่วโลก ซึ่งสมาชิกจำนวนมากรู้สึกว่าชะตากรรมของตนเองและสโมสรรวมทั้งทีมชาติเป็นสิ่งเดียวกันอย่างแยกไม่ออก