แฟนบอลไทยคงคุ้นเคยกันดีครับ ว่าสุดสัปดาห์ทีไร เรื่องกรรมการกับ VAR มักถูกพูดถึงมากกว่าฟุตบอลในสนามเสียอีก
บางครั้งแฟนบอลบ่นว่ากรรมการเป่าช้า บางครั้งก็บ่นว่าเช็ก VAR นานเกินไป ยืนฟังหูฟังกันเป็นนาทีจนเกมหมดอารมณ์
แต่เอาเข้าจริง ผมว่าช่วงนี้แฟนบอลไทยอาจต้องหันไปมองพรีเมียร์ลีก อังกฤษ กันบ้าง
เพราะลีกที่หลายคนยกให้เป็นมาตรฐานสูงสุดของโลก ก็เพิ่งเจอดราม่าชนิดที่อธิบายกันไม่ง่ายเหมือนกัน
เกมแมนเชสเตอร์ ดาร์บี้ ที่แมนฯ ซิตี้ บุกชนะ แมนฯ ยูไนเต็ด 1-0 กลายเป็นประเด็นไปทั่วโลกจากจังหวะประตูชัยของ เออร์ลิง ฮาลันด์
ตอนแรกไลน์แมนยกธงล้ำหน้า จากนั้น VAR เข้ามาตรวจสอบ และสุดท้ายกลับคำตัดสินให้เป็นประตู
ตอนดูสด ผมเชื่อว่าหลายคนก็คงคิดเหมือนกันว่า ถ้า VAR ให้ประตูแล้ว เรื่องก็น่าจะจบ
แต่หลังเกมกลับไม่จบ... เพราะฝั่งแมนฯ ยูไนเต็ด มองว่ามีนักเตะซิตี้อีกคนอยู่ในตำแหน่งล้ำหน้า และมีผลต่อการเล่นของแนวรับอย่างชัดเจน
ประเด็นสำคัญอยู่ตรงนี้ครับ
สุดท้าย PGMOL หรือองค์กรผู้ตัดสินของอังกฤษ ออกมายอมรับเองเลยว่าทีมงาน VAR ใช้ดุลยพินิจผิดพลาดจริง
พูดง่ายๆ คือ ต่อให้มีเทคโนโลยีที่ดีที่สุด มีกล้องมากที่สุด หรือมีงบประมาณมหาศาลแค่ไหน สุดท้ายคนที่ตัดสินใจก็ยังเป็นมนุษย์อยู่ดี และมนุษย์ก็พลาดได้
สิ่งที่ทำให้ผมสนใจไม่ใช่แค่ความผิดพลาดครั้งนี้ แต่เป็นการที่มันเกิดขึ้นในลีกที่หลายคนชอบยกมาเปรียบเทียบกับไทยลีกอยู่ตลอด
เวลากรรมการไทยเช็ก VAR นาน เรามักบ่นว่าเชื่องช้า พอเดินไปดูจอข้างสนาม ก็บ่นว่าเสียเวลาอีก
แต่พอเห็นเคสนี้แล้ว ผมกลับนึกถึงคำถามหนึ่งขึ้นมา ถ้าต้องเลือกระหว่าง "ช้าแต่รอบคอบ" กับ "เร็วแต่มีโอกาสพลาด" คุณจะเลือกแบบไหน?
แน่นอนว่าคำตอบในอุดมคติคือ ต้องเร็วและถูกต้อง แต่ในโลกความเป็นจริง มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น
เพราะฟุตบอลไม่ได้ตัดสินด้วยเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว สุดท้ายแล้วคนที่ใช้เทคโนโลยีนั้นก็คือมนุษย์ และนั่นคือสิ่งที่ต่อให้พรีเมียร์ลีก ไทยลีก หรือแม้แต่ฟุตบอลโลก ก็หนีไม่พ้นเหมือนกัน
บางทีสิ่งที่เราควรเรียกร้องจาก VAR อาจไม่ใช่ความสมบูรณ์แบบ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่เป็นมาตรฐานที่สม่ำเสมอ และความกล้ายอมรับความผิดพลาดเมื่อมันเกิดขึ้น
เพราะสุดท้ายแล้ว ความผิดพลาดของกรรมการอาจเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สิ่งที่วงการฟุตบอลไม่ควรปล่อยให้หายไป คือความเชื่อมั่นของแฟนบอล
#กอล์ฟเบนเทเก้