รอบน็อกเอาต์ของศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกในเวลานี้ถูกครอบงำโดยทีมจากอังกฤษอย่างชัดเจน หลังมีถึง 5 สโมสรที่การันตีผ่านเข้ารอบน็อกเอาต์ได้แล้วจากผลงานอันยอดเยี่ยมในรอบลีก เฟส
สโมสรจากพรีเมียร์ลีกทั้ง 5 ทีมจบการแข่งขันในอันดับท็อป 8 ทำให้ไม่ต้องลงเล่นในรอบเพลย์ออฟ และรอลุ้นคู่แข่งของพวกเขาในรอบต่อไป ขณะที่ อาร์เซน่อล สร้างประวัติศาสตร์ กลายเป็นทีมแรกในรูปแบบการแข่งขันใหม่ที่เก็บชัยชนะได้ครบทั้ง 8 นัดจาก 8 เกม
ตามมาติดๆ คือทีมอย่าง เชลซี และ ลิเวอร์พูล ขณะที่ สเปอร์ส แม้จะประสบปัญหาอย่างหนักในพรีเมียร์ลีก แต่ยังคงทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในเกมฟุตบอลถ้วยใบโตยุโรป ส่วน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ คว้าชัยชนะในเกมที่พวกเขาจำเป็นต้องชนะ พร้อมได้รับความช่วยเหลือจาก เบนฟิก้า ทำให้ขยับขึ้นไปจบอันดับ 8 ได้สำเร็จ
ขณะที่ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด สามารถที่จะเอาตัวรอดบนเส้นทางแชมเปี้ยนส์ ลีก ด้วยการคว้าโอกาสเข้าไปลุยรอบเพลย์ออฟ ซึ่งนั่นถือเป็นความสำเร็จในระดับหนึ่งของทัพ "สาลิกาดง" เลยทีเดียว
นั่นทำให้เกมแชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลนี้ มีภาพของสโมสรจากลีกสูงสุดเมืองผู้ดีโดดเด่นเป็นพิเศษ โดยทั้งนักเตะและผู้จัดการทีมต่างยกให้พรีเมียร์ลีกกำลังพิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นลีกที่ดีที่สุดในโลกอย่างแท้จริง
ฟุตบอลอังกฤษมีจุดแข็งเป็นของตัวเองมาโดยตลอด เช่นเดียวกับทุกลีก แต่ในฤดูกาลนี้ความแข็งแกร่งดังกล่าวยิ่งเห็นได้ชัดเจนเป็นพิเศษ เมื่อสโมสรจากพรีเมียร์ลีกสามารถเอาชนะทีมระดับยักษ์ใหญ่อย่าง เรอัล มาดริด, บาร์เซโลน่า, อินเตอร์ มิลาน และ บาเยิร์น มิวนิค ได้
บรรยากาศในเวลานี้ชวนให้นึกย้อนกลับไปช่วงปลายทศวรรษ 2000 ซึ่งเป็นยุคที่ทีมจากอังกฤษครองความยิ่งใหญ่ได้อย่างแท้จริง โดยระหว่างปี 2007–2009 จากทั้งหมด 12 ทีมที่ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศ มีถึง 9 ทีมที่มาจากพรีเมียร์ลีก และนำไปสู่รอบชิงชนะเลิศแบบทีมอังกฤษล้วนในปี 2008 โดย แมนฯ ยูฯ เป็นฝ่ายคว้าแชมป์ไปครอง
ตัวเลขต่างๆ ชี้ให้เห็นว่าทีมจากเกาะอังกฤษอาจสร้างความสำเร็จในระดับเดียวกันได้อีกครั้ง จากผลงานแบบนี้มันน่าเชื่อถือพอหรือไม่ว่าสโมสรลูกหนังเมืองผู้ดีกลับมาสู่แถวหน้าของวงการฟุตบอลยุโรปอีกครั้ง
พรีเมียร์ลีกอาจดูเหมือนเป็นฝ่ายครองความได้เปรียบในรอบต้นๆ หลังทัวร์นาเมนต์นี้มีการขยายโปรแกรมมากจนเกินเหตุ ดังนั้นความชัดเจนของทีมที่แข็งแกร่งจะเห็นได้ชัดในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม ซึ่งถ้าตอนนั้นทีมจากอังกฤษ ยังตบเท้าเข้ารอบกันเกินครึ่งจากทั้งหมด 6 ทีม ก็คงสามารถพูดได้เต็มปากว่าลีกอังกฤษยิ่งใหญ่จริงๆ
เพราะเมื่อมองจากความเป็นจริงแชมป์ "บิ๊กเอียร์" ล่าสุดคือ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง (ทีมจากฝรั่งเศส) และทีมจากพรีเมียร์ลีกก็ไม่สามารถทะลุเข้าไปสู่รอบชิงชนะเลิศเลยแม้แต่ครั้งเดียวในช่วงสองฤดูกาลที่ผ่านมา
ยิ่งไปกว่านั้น ในสองซีซั่นหลังสุด สโมสรลูกหนังจากเมืองผู้ดีทะลุเข้าไปเล่นในรอบรองชนะเลิศเพียง 1 ทีมจากทั้งหมด 8 ทีม เท่านั้น ซึ่งนั่นไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นความยิ่งใหญ่แต่อย่างใด
ในรูปแบบการแข่งขันที่ขยายเป็น 36 ทีมซึ่งดูแล้วทั้งเยอะและวุ่นวาย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ทีมจากพรีเมียร์ลีกจะมีโอกาสเก็บชัยชนะได้เยอะ เพราะพวกเขาต้องลงเล่นกับทีมจำนวนไม่น้อยที่มีศักยภาพทางการเงินห่างชั้นกันอย่างชัดเจน
ความแข็งแกร่งของพรีเมียร์ลีกในเวทียุโรปไม่ได้ตั้งอยู่บนพละกำลังหรือความแข็งแกร่งทางร่างกาย หากแต่อยู่ที่พลังทางการเงินอันไร้คู่แข่ง ซึ่งช่วยให้สามารถสร้างขุมกำลังเชิงลึกและใหญ่กว่า และสิ่งนั้นเองที่เอื้อให้คว้าชัยชนะในรอบ ลีก เฟส และคว้าตั๋วเข้ารอบน็อกเอาต์ถ้วยใบโตยุโรปได้แบบสบายๆ
ดังนั้นเมื่อเข้าไปสู่รอบลึกๆ ที่เต็มไปด้วยทีมแข็งแกร่งจากลีกใหญ่ยุโรปก็แทบไม่มีอะไรบ่งชี้ว่าสโมสรชั้นนำของพรีเมียร์ลีกเหนือกว่าทีมแถวหน้าเหล่านั้น อย่างไรก็ตาม บทสรุปคงต้องรอดูว่าทีมไหนจะเป็นฝ่ายได้ชูโทรฟี่ "หูกาง" ที่กรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี ในวันที่ 30 พฤษภาคมนี้
ผลงานในรอบ ลีก เฟส ทำให้สโมสรจากอังกฤษ ได้รับคำชื่นชม หรืออาจจะเรียกว่า "อวย" เกี่ยวกับความยิ่งใหญ่ แต่สำหรับคนที่ชมเกมลูกหนังมานานหลายสิบปีไม่มีใครกล้าฟันธงว่าสุดท้ายแล้วกัปตันทีมจาก 8 ตัวแทนในลีกสูงสุดเมืองผู้ดี จะได้เป็นคนชูถ้วยแชมเปี้ยนส์ ลีก !!!
TOMMY TEE ลีก