เสียประตูเร็วเหมือนเดิม, วัฎจักรแมนยูกำลังกลับมา! 5 ประเด็นผีโดนโคโม่ยำเละศึก UCL

เสียประตูเร็วเหมือนเดิม, วัฎจักรแมนยูกำลังกลับมา! 5 ประเด็นผีโดนโคโม่ยำเละศึก UCL
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังไม่สามารถพลิกสถานการณ์กลับมาทำผลงานให้ดีขึ้นได้เลย ล่าสุดออกไปแพ้ โคโม่ ยับไม่นับญาติ 1-4 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ ลีก เฟส เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ทำให้ตอนนี้ "ผีแดง" สะกดคำว่าชนะไม่เป็น 7 เกมติดต่อกันในทุกรายการ และส่งผลให้ตอนนี้ ไมเคิ่ล คาร์ริค เก้าอี้ร้อนสุดๆ ที่สำคัญนอกจากผลการแข่งขันจะน่าผิดหวังแล้ว แท็คติกของ "พี่ปลัด" ยังน่ากังขาว่าจะสามารถนำ แมนฯ ยูฯ กลับมาเล่นเหมือนที่เขาเคยทำได้ตอนที่คุมทีมชั่วคราวช่วงครึ่งซีซั่นของฤดูกาลที่ผ่านมาได้หรือไม่ และถ้าหากทำไม่ได้ แฟนผีโปรเจกต์อาจจะได้เห็นวัฎจักรที่คุ้นเคยของทีมรักอีกครั้งก็ได้

เสียประตูเร็วเหมือนเดิม, วัฏจักรแมนยูกำลังกลับมา! 5 ประเด็นผีโดนโคโม่ยำเละศึกแชมเปี้ยนส์ ลีก

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังไม่สามารถพลิกสถานการณ์กลับมาทำผลงานให้ดีขึ้นได้เลย ล่าสุดออกไปแพ้ โคโม่ ยับไม่นับญาติ 1-4 ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบลีกเฟส เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ทำให้ตอนนี้ "ผีแดง" สะกดคำว่าชนะไม่เป็น 7 เกมติดต่อกัน ในทุกรายการ และส่งผลให้ตอนนี้ ไมเคิ่ล คาร์ริค เก้าอี้ร้อนสุดๆ

ที่สำคัญนอกจากผลการแข่งขันจะน่าผิดหวังแล้ว แท็กติกของ "พี่ปลัด" ยังน่ากังขาว่าจะสามารถนำ แมนฯ ยูฯ กลับมาเล่นเหมือนที่เขาเคยทำได้ตอนที่คุมทีมชั่วคราวช่วงครึ่งซีซั่นของฤดูกาลที่ผ่านมาได้หรือไม่ และถ้าหากทำไม่ได้ แฟนผีโปรเจกต์อาจจะได้เห็นวัฏจักรที่คุ้นเคยของทีมรักอีกครั้งก็ได้

1. เริ่มต้นเกมแย่เหมือนเดิม

แมนฯ ยูไนเต็ด ยังคงรักษามาตรฐานการเสียประตูในช่วงต้นเกม และท้ายเกมเป็นประจำ และแมตช์นี้ก็ไม่ทำให้แฟนบอล (ฝั่งตรงข้าม) ต้องผิดหวัง เพราะพวกเขาก็เสียประตูตั้งแต่นาทีที่ 2 จากผลงานของ นิโก้ ปาซ

จังหวะการเสียประตูแรกในแมตช์นี้ ทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด กลายเป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์ของอังกฤษที่เสียประตูภายในสองนาทีแรกของการแข่งขันระดับเมเจอร์ของยุโรปสองนัดติดต่อกัน (โดยโดนยิงนาทีแรกกับ แอตเลติโก มาดริด และนาทีที่สองกับโคโม่)

การที่ แมนฯ ยูฯ เสียประตูเร็วแบบนี้ส่งผลกระทบกับแผนการเล่นที่ ไมเคิ่ล คาร์ริค วางเอาไว้ทันที และในขณะเดียวกันก็ทำให้ โคโม่ สามารถเล่นได้ง่ายขึ้น แถมวิธีการเล่นของเจ้าบ้านก็มีความแน่นอน และส่งบอลด้วยความแม่นยำ ยิ่งทำให้พวกเขาได้เปรียบมากขึ้นอีกหลายเท่า

จะเห็นได้ชัดว่า โคโม่ สามารถเอาชนะทุกพื้นที่ของ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้ตลอดทั้งเกม และนั่นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่พวกเขาจะนำห่างถึง 4-0 ส่วนประตูที่เสียไปต้องบอกว่า โคโม่ ปล่อยจอยแล้ว ทำให้ แมนฯ ยูฯ มีโอกาสเปิดเกมรุกเข้าใส่

อย่างไรก็ตามประตูที่ โจชัว เซิร์กซี ยิงได้ก็แค่ประตูปลอบขวัญแฟนบอลแมนฯ ยูฯ เท่านั้น เพราะเมื่อดูจากรูปเกมตั้งแต่ต้นจนจบ บอกเลยว่า "ปีศาจแดง" สู้ โคโม่ ไม่ได้จริงๆ เหมือนที่ ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ ให้สัมภาษณ์ว่า "เหมือนผู้ใหญ่สู้กับเด็ก!!"

2. ปาซ ประกาศศักดาบนเวทีแชมเปี้ยนส์ ลีก

แฟนบอล ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ คงอดคิดไม่ได้ว่า "ถ้าได้ตัวเขามาร่วมทีม สเปอร์ส จะเป็นยังไง?" เพราะ นิโก้ ปาซ เคยตกเป็นข่าวเชื่อมโยงกับการย้ายไปเล่นให้ ทัพ "ไก่เดือยทอง" หลายครั้ง ก่อนที่ โคโม่ จะจ่ายเงิน 60 ล้านยูโร (ราว 2,340 ล้านบาท) เพื่อซื้อขาดจาก เรอัล มาดริด แถม "ราชันชุดขาว" มีเงื่อนไขซื้อกลับในอนาคตด้วย

ดาวเตะวัย 22 ปี โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมในเกมนี้ และเล่นได้อย่างโดดเด่นจนแนวรับ แมนฯ ยูไนเต็ด รับมือแทบไม่ไหว ประตูที่ทำให้ โคโม่ นำ 3-0 อาจไม่ได้สวยงามตระการตาเหมือนลูกแรกของเขา แต่ก็แสดงให้เห็นถึงอีกมิติหนึ่งในเกมของ ดาวเตะชาวอาร์เจนไตน์

หลังจากเข้าไปกดดัน คาร์ลอส บาเลบา แล้ว ปาซ ก็เร่งเครื่องพาบอลหนีไปทางฝั่งขวา โดยมีเป้าหมายเดียวอยู่ในใจ นั่นคือการทำประตู และเขาก็ไม่แสดงอาการลังเลแม้แต่น้อย ก่อนจะใช้เท้าซ้ายอันเฉียบคมส่งบอลเข้าไปตุงตาข่ายอย่างเยือกเย็น

ฟอร์มการเล่นของ ปาซ ทำให้หลายคนคาดหวังว่าเขาจะกลายเป็นนักเตะระดับดาวจรัสแสงในอนาคต และน่าจะเป็นความหวังใหม่ของทีมชาติอาร์เจนตินา ยุคไร้ ลิโอเนล เมสซี่ ก็ได้

3. แท็กติกไร้ประสิทธิภาพ

หลังจบเกม บรูโน่ แฟร์นันด์ส ให้สัมภาษณ์อย่างมีนัยสำคัญว่าเกมนี้ แมนฯ ยูฯ ไม่ยอมเล่นเพรสซิ่ง และให้ โคโม่ มีพื้นที่และมีเวลาในการสร้างเกมรุก จนนำไปสู่การได้ประตู

หากพิจารณาแล้วต้องยอมรับว่า ตลอดหลายนัดที่ผ่านมา แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่เคยแสดงให้เห็นถึงความลงตัวในการเล่นเลย ไม่ว่าจะเป็นช่วงที่ครองบอลหรือไม่มีบอล และยิ่งเห็นได้ชัดในเกมที่พบกับโคโม่

  • ช่องว่างระหว่างแต่ละไลน์มากเกินไป: ไม่ว่าจะเป็นระหว่างแนวรุกกับกองกลาง หรือระหว่างกองกลางกับแนวรับ ระบบปัจจุบันเปิดพื้นที่ให้คู่แข่งเจาะเข้ามาและใช้ผู้เล่นจำนวนมากเข้ารุมกดดันแนวรับของแมนฯ ยูไนเต็ดได้ง่าย

  • ปัญหาการเพรสซิ่ง: ผู้เล่นแนวรุกไม่ได้ช่วยกันไล่กดดันเป็นทีม แต่กลับมีเพียง แฟร์นันด์ส หรือ ไบรอัน เอ็มเบอโม่ ที่วิ่งไล่บอลเพียงลำพัง ส่งผลให้โคโม่สามารถผ่านบอลทะลุแนวเพรสซิ่งไปได้ราวกับไม่มีนักเตะแมนฯ ยูฯ ขวางอยู่

  • การยืนตำแหน่งเปิดช่องโหว่: เมื่อผู้เล่นทั้งทีมขยับไปเพรสซิ่งด้านใดด้านหนึ่งของสนาม ก็กลับปล่อยให้อีกฝั่งเปิดโล่ง ทำให้ปีกและฟูลแบ็กของคู่แข่งมีพื้นที่โจมตีได้อย่างเต็มที่

ระบบการเล่นนี้สะท้อนภาพของ "ผีแดง" ในฐานะสโมสรได้อย่างชัดเจน ทั้งความอ่อนแอและความยุ่งเหยิงอย่างสิ้นเชิง

4. จาก โคโม่ สู่ โคม่า !!

ตอนนี้หาก ไมเคิ่ล คาร์ริค เป็นคนป่วยก็ต้องระดับเข้าห้องฉุกเฉิน เพราะอาการเข้าขั้นโคม่าจริงๆ เพราะตอนนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด สะกดคำว่าชัยชนะไม่เป็น 7 แมตช์ติดต่อกัน ในทุกรายการ

จริงๆ แล้วการแพ้หรือเสนอติดต่อกันเป็นเรื่องปกติในวงการลูกหนัง แต่สิ่งสำคัญก็คือรูปแบบการเล่น เพราะในแมตช์นี้ แมนฯ ยูไนเต็ด เล่นไม่ออกเลย แถมรูปแบบการเล่นก็สะเปะสะปะมองยังไงก็ดูไม่มีอนาคต

จากสถานการณ์ในตอนนี้เชื่อว่าบอร์ดบริหารแมนฯ ยูไนเต็ด ต้องเริ่มคิดแล้วว่าพวกเขาจะยังให้โอกาส คาร์ริค ทำทีมต่อไปอีกนานแค่ไหน หรือเตรียมนัดประชุมเพื่อหากำหนดเส้นตายอนาคตของ "พี่ปลัด"

เชื่อว่าในเกมที่ แมนฯ ยูฯ ต้องเปิดรังโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ต้อนรับการมาเยือนของ บอร์นมัธ วันอาทิตย์นี้ ถ้าหาก คาร์ริค ไม่สามารถนำทีมพลิกสถานการณ์ได้ งานนี้อาจจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของ "ผีแดง" ในช่วงเดือนพฤศจิกายนก็ได้

5. วัฏจักรแมนยูหลังหมดยุคป๋า

นับตั้งแต่ที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน วางมือหลังจบฤดูกาล 2012/13 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็ไม่เคยได้สัมผัสกับความสำเร็จในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ อีกเลย ซึ่งยาวนานเข้าสู่ปีที่ 13 เข้าไปแล้ว

แมนฯ ยูฯ เปลี่ยนผู้จัดการทีมเป็นว่าเล่น หากนับรวมทั้งกุนซือชั่วคราวและถาวร ตอนนี้ "ปีศาจแดง" ใช้ไปแล้ว 11 คน ตั้งแต่:

  • เดวิด มอยส์ (ถาวร)

  • ไรอัน กิ๊กส์ (ชั่วคราว)

  • หลุยส์ ฟาน กัล (ถาวร)

  • โชเซ่ มูรินโญ่ (ถาวร)

  • โอเล่ กุนนาร์ โซลชา (ชั่วคราว จากนั้นถาวร)

  • ไมเคิ่ล คาร์ริค (ชั่วคราว)

  • ราล์ฟ รังนิก (ชั่วคราว)

  • เอริค เทน ฮาก (ถาวร)

  • รุด ฟาน นิสเตลรอย (ชั่วคราว)

  • รูเบน อโมริม (ถาวร)

  • ดาร์เรน เฟล็ทเชอร์ (ชั่วคราว)

  • คาร์ริค (ชั่วคราว จากนั้นถาวร)

สำหรับตอนนี้วงจรชีวิต "ผีแดง" จะเป็นวัฏจักรวนลูปที่สาวก "เร้ดส์ อาร์มี่" คุ้นชินเป็นอย่างดี นับตั้งแต่ที่พวกเขาไม่มีบรมกุนซือชาวสกอตแลนด์อยู่ตะโกนสั่งการที่ซุ้มม้านั่งสำรองมาตลอด 13 ปี

วัฏจักรของ แมนฯ ยูฯ จะเป็นแบบนี้:

  1. จ้างผู้จัดการทีมชื่อดัง

  2. ผลการแข่งขันย่ำแย่ และไล่ออก

  3. แต่งตั้งอดีตนักเตะรับหน้าที่คุมทีมชั่วคราว

  4. ฟอร์มการเล่นของทีมพัฒนาขึ้น

  5. แต่งตั้งให้คุมทีมถาวร

  6. ผลงานย่ำแย่ และไล่ออก



ที่มาของภาพ : gettyimages
ติดตามช่องทางอื่นๆ:
Website : siamsport.co.th
Facebook : siamsport
Twitter : siamsport_news
Instagram : siamsport_news
Youtube official : siamsport
Line : @siamsport