20 ปีที่แล้ว ผมตื่นมาดู แชมเปี้ยนส์ ลีก นัดชิงฯ ระหว่าง อาร์เซน่อล กับ บาร์เซโลน่า
เรื่องราวมันจบลงด้วยความผิดหวังของ "เดอะ กันเนอร์ส"
และเมื่อ 20 ปีผ่านไป หลาย ๆ คนที่เกี่ยวข้องกับ อาร์เซน่อล ยังกลับไปคิดถึงเหตุการณ์ตอนนาทีที่ 18
โรนัลดินโญ่ แทงทะลุช่องให้ ซามูเอล เอโต้ เยนส์ เลห์มันน์ ออกมาสกัด
ซามูเอล เอโต้ ล้มลง ลูโดวิช ชูลี่ ยิงบอลเข้าประตูไปแล้ว แต่ผู้ตัดสินไม่ปล่อยให้เล่นต่อ
เปาชาวนอร์วีเจี้ยนเป่าฟาวล์ ยกเลิกประตู และแจกใบแดงให้ เลห์มันน์
อาร์เซน่อล ต้องเล่น 10 คนอีก 72 นาที
แอชลี่ย์ โคล อดีตแบ็กซ้ายยอมรับตรง ๆ ว่า ไม่มีใครรู้ว่าเกมจะจบอย่างไร ถ้า อาร์เซน่อล ยังมีตัวเท่ากันในสนาม
ผลกระทบหนักจน โรแบร์ ปิแรส ต้องถูกเปลี่ยนตัวออกเพื่อส่งผู้รักษาประตูสำรองลงมา
คนที่ต้องเสียสละในนัดชิงยุโรปคือหนึ่งในนักเตะดีที่สุดของทีม
แม้จะเหลือ 10 คน แต่ อาร์เซน่อล กลับเป็นฝ่ายขึ้นนำ
โซล แคมป์เบลล์ โหม่งประตูจากลูกฟรีคิกของ เธียร์รี่ อองรี
ก่อนหน้านั้นไม่กี่เดือน แคมป์เบลล์ เผชิญกับภาวะหมด ไฟจนแทบหมดอนาคตกับทีม แต่คืนนั้นเขายิงประตูในนัดชิง แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้
อาร์เซน่อล นำ 1-0 จนถึงช่วงท้ายเกม และมีโอกาสปิดเกมด้วยโทรฟี่
อเล็กซานเดอร์ เคล็บ หลุดขึ้นมา อองรี ได้โอกาสดวลกับ บิคตอร์ บัลเดส
นี่คือจังหวะที่สามารถตอกฝาโลง บาร์เซโลน่า ได้ ทว่า อองรี ยิงติดเซฟ
อาร์เซน่อล ปล่อยโอกาสนั้นหลุดไป แฟรงค์ ไรจ์การ์ด ขยับหมาก ส่ง เฮนริค ลาร์สสัน ลงสนาม แล้วเกมก็เปลี่ยนทันที
ลาร์สสัน ไม่ได้ยิงก็จริง แต่เขาทำสองแอสซิสต์
ลูกแรก แตะบอลจังหวะเดียวให้ เอโต้ หลุดไปยิงตีเสมอ
อีกสามนาทีต่อมา เขาแทงทะลุช่องให้ จูเลียโน่ เบลเล็ตติ ยิงประตูชัย 2-1
จบเกม ลาร์สสัน กลายเป็นตัวสำรองที่เปลี่ยนเกมที่สำคัญที่สุดของนัดชิงฯ
หลายคนเรียกเกมนั้นว่า "นัดชิงของ ลาร์สสัน"
ลาร์สสัน เล่าว่า แฟรงค์ ไรจ์การ์ด สั่งให้เขาเตรียมตัวและออกมาวอร์มร่างกายตั้งแต่ช่วงพักครึ่ง
โดยกุนซือดัตช์รู้ดีว่าความเก๋าของลูกทีมชาวสวีดิช จะสามารถเบียดบี้ลูกกลางอากาศกับกองหลัง อาร์เซน่อล ได้
สำหรับ อาร์เซน่อล ความพ่ายแพ้นัดนั้นไม่ได้จบแค่ 90 นาที
มันกลายเป็นโอกาสที่ไม่เคยย้อนกลับมาอีก
ทีมไร้พ่าย The Invincibles เริ่มแตกออกทีละคน
ปาทริค วิเอร่า ย้ายไปก่อนแล้ว หลังนัดชิง ปิแรส, เดนนิส เบิร์กแคมป์, แอชลี่ย์ โคล, โลร็อง เอตาเม่ และ แคมป์เบลล์ ต่างทยอยอำลาทีม
อาร์เซน่อล ใช้เวลา 20 ปีเพื่อกลับมาถึงจุดนี้อีกครั้ง
นั่นคือเวลาที่ยาวนานพอจะทำให้ความทรงจำกลายเป็นประวัติศาสตร์
สำหรับแฟนบอลจำนวนมาก ปารีส ปี 2006 ไม่เคยหายไปไหน
และตอนนี้ ทีมของ มิเกล อาร์เตต้า มีโอกาสเขียนตอนจบใหม่ให้เรื่องราวบทนั้นอีกครั้ง
#hossalonso #ฮอสอลอนโซ่