มิเกล อาร์เตต้า พาลูกทีมอาร์เซน่อลคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกสำเร็จ และกำลังลุ้นสร้างประวัติศาสตร์ซิวถ้วยยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก สมัยแรกเพื่อเป็นเบอร์หนึ่งเหนือตำนานปืนใหญ่คืนวันเสาร์นี้
อาร์เซน่อล ผงาดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก และยุติการรอคอยแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษที่ยาวนานถึง 22 ปีได้สำเร็จ และตอนนี้พวกเขามีเป้าหมายที่จะปราบ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง และคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นสมัยแรกในหน้าประวัติศาสตร์สโมสร
หากทัพ "ปืนใหญ่" ได้เถลิงแชมป์ "ยูซีแอล" และทำดับเบิ้ลแชมป์ในซีซั่นนี้ สิ่งนี้จะถูกจารึกว่าเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในฤดูกาลเดียวของผู้จัดการทีมในประวัติศาสตร์สโมสร ซึ่งจะยกระดับ มิเกล อาร์เตต้า ขึ้นเหนือกว่าอดีตกุนซืออย่าง อาร์แซน เวนเกอร์, จอร์จ เกรแฮม, เบอร์ตี้ มี และ เฮอร์เบิร์ต แชปแมน ในแง่ของความสำเร็จในฟุตบอลถ้วยยุโรป
แน่นอนว่า ณ ตอนนี้ อาร์เตต้า มีโอกาสที่ดีมากๆ ในการสร้างยุคสมัยแห่งความสำเร็จ และทิ้งมรดกที่อาจทำให้เขากลายเป็นผู้จัดการทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลของ อาร์เซน่อล เลยก็ว่าได้
ทัพ "เดอะ กันเนอร์ส" ไม่เคยสัมผัสโทรฟี่ "หูกาง" สีเงินมันวาววับมาก่อน และหากทำได้จะยกระดับสโมสรไปสู่สถานะใหม่ในวงการฟุตบอลยุโรป พวกเขาจะกลายเป็นทีมระดับ “ซูเปอร์คลับ” ของยุโรปอย่างแท้จริง และจะยกระดับสถานะของ อาร์เตต้า ไปอีกขั้นเช่นกัน
อาร์เซน่อล เป็นหนึ่งในสโมสรใหญ่ของวงการลูกหนังเมืองผู้ดี แต่การขาดความสำเร็จในเวทียุโรป ซึ่งพวกเขาได้แค่แชมป์แฟส์ คัพ ปี 1970 และแชมป์คัพวินเนอร์สคัพ ปี 1994 ถือเป็นรอยด่างของสโมสร เพราะพวกเขาคว้าแชมป์ภายในประเทศมาแล้วมากมาย แต่กลับไม่เคยได้แชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ หรือ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เลย
ดังนั้นการแข่งขันชิงความเป็นจ้าวลูกหนังยุโรป ที่สนามปุสกัส อารีน่า ในวันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคมนี้ อาร์เซน่อล มีโอกาสแก้ไขสิ่งนั้น และนำโทรฟี่ "บิ๊กเอียร์" กลับไปตั้งตระหง่านอยู่ในตู้โชว์ที่สโมสรเป็นสมัยแรก
นี่คือรางวัลและโอกาสอันยิ่งใหญ่ที่รอ อาร์เตต้า อยู่ โดยเขาเหลืออีกแค่เกมเดียวในซีซั่นนี้ ก็จะสร้างประวัติศาสตร์คว้าดับเบิ้ลแชมป์ทั้ง พรีเมียร์ลีก และ แชมเปี้ยนส์ ลีก ซึ่งในอังกฤษมีเพียง บ็อบ เพสลี่ย์ (ลิเวอร์พูล), โจ เฟแกน (ลิเวอร์พูล), เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน (แมนฯ ยูไนเต็ด ทำได้ 2 ครั้ง) และ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า (แมนฯ ซิตี้) ที่เคยทำได้เท่านั้น
ทศวรรษ 1930 (เฮอร์เบิร์ต แชปแมน) :แชปแมน เป็นกุนซือคิดใหม่ทำใหม่ และถือว่าเป็นผู้วางรากฐานให้กับ อาร์เซน่อล จนทำให้สโมสรยิ่งใหญ่ในปัจจุบัน
ปี 1971 (เบอร์ตี้ มี) :เบอร์ตี้ มี เป็นผู้จัดการทีมคนที่สองที่คว้า “ดับเบิ้ลแชมป์” ด้วยการคว้าแชมป์ลีกและเอฟเอ คัพ ได้สำเร็จ ซึ่งเกิดขึ้นในยุคที่ยังถือว่ายากมากที่จะทำได้
ยุคของ จอร์จ เกรแฮม :เกรแฮม ไม่เพียงแต่เป็นผู้เล่นที่เคยคว้าดับเบิ้ลแชมป์ แต่ยังประสบความสำเร็จในฐานะผู้จัดการทีมด้วยการคว้าแชมป์ลีก 2 สมัย และยังพาทีมคว้าแชมป์ถ้วยยุโรปครั้งล่าสุดของสโมสรคือ คัพวินเนอร์สคัพ ปี 1994 ด้วย
ยุคของ อาร์แซน เวนเกอร์ :สำหรับ เวนเกอร์ ยังคงเป็นผู้จัดการทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของอาร์เซน่อลอย่างแน่นอน เพราะเขาคว้าแชมป์ลีกได้ 3 สมัย รวมถึงการคว้าดับเบิ้ลแชมป์ถึง 2 ครั้ง เขายังคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ ได้มากถึง 7 ครั้ง ซึ่งเป็นสถิติสูงสุด แต่ความสำเร็จในเวทียุโรปกลับหลุดมือไป
นั่นคือความเสียดายที่ใหญ่ที่สุดของ เวนเกอร์ ในปี 2004 ทีมชุด "อินวิซิเบิ้ล" ของ "เดอะ กันเนอร์ส" ถือเป็นทีมที่ดีที่สุดในยุโรปอย่างไม่ต้องสงสัย พวกเขาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกแบบไร้พ่าย แต่ตกรอบทั้งเอฟเอ คัพ (รอบรองชนะเลิศ) และยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (8 ทีมสุดท้าย)
โอกาสในการคว้าทริปเปิ้ลแชมป์กลับกลายเป็นได้เพียงถ้วยเดียว ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการคว้าแชมป์หลายรายการในฤดูกาลเดียวเป็นเรื่องยากเพียงใด และนั่นคือสิ่งที่แยก “ยอดผู้จัดการทีม” ออกจากกุนซือทั่วไป
การถกเถียงเรื่องความยิ่งใหญ่เหล่านี้เป็นเรื่องที่ยากมาก จะเปรียบเทียบ เซอร์ แม็ตต์ บัสบี้ กับ จ็อก สไตน์ ได้อย่างไร? หรือ บิลล์ แชงค์ลีย์ กับผู้จัดการทีมลิเวอร์พูลระดับตำนานคนอื่นๆ ได้อย่างไร?
อย่างไรก็ตาม แฟนบอลพันธุ์แท้สามารถพูดได้อย่างมั่นใจว่า เวนเกอร์ อยู่ในระดับเดียวกับยอดกุนซือแห่งพรีเมียร์ลีกอย่าง กวาร์ดิโอลา, เฟอร์กูสัน และโชเซ่ มูรินโญ่ โดย "เป๊ป" สร้าง "เรือใบสีฟ้า" ด้วยการคว้า 20 โทรฟี่ใน 10 ปี ขณะที่มรดกความสำเร็จของ "ป๋า" ทำให้เขาถูกยกให้อยู่เหนือกุนซือทุกคนในลีกเมืองผู้ดี
กระนั้นหากมองถึงสถานการณ์ต่างๆ ของ อาร์เซน่อล หลังหมดยุคเวนเกอร์ ต้องยอมรับว่า อาร์เตต้า ได้เปลี่ยนแปลงสโมสรด้วยการพาทีมคว้าแชมป์ลีกครั้งแรกในรอบ 22 ปี เขามีความผูกพันพิเศษกับสโมสร เพราะเคยเป็นกัปตันทีม คว้าแชมป์เอฟเอ คัพ นั่นทำให้ชื่อของเขาถูกจารึกอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ "ปืนใหญ่" ไปเรียบร้อยแล้ว
อย่างไรก็ตาม นี่คือโอกาสสำคัญที่จะยกระดับขึ้นไปอีกถ้าหาก อาร์เตต้า สามารถนำโทรฟี่แชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ไปประดับที่สโมสรเป็นสมัยแรก
สำหรับตอนนี้ อาร์เตต้า มีทั้งเส้นทางและศักยภาพที่จะก้าวไปสู่ความยิ่งใหญ่ อาร์เซน่อล ได้ 1 แชมป์แล้ว และหากคว้าแชมป์ที่สองได้ นี่จะเป็นฤดูกาลที่สุดยิ่งใหญ่ของสโมสร และ "พี่ต้า" ซึ่งจะส่งให้เขาก้าวไปสู่ตำนานแห่งถิ่นเอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ทันที