ลิเวอร์พูล แพ้คาบ้าน เพราะปัญหาที่แก้ไม่จบ

ลิเวอร์พูล แพ้คาบ้าน เพราะปัญหาที่แก้ไม่จบ
เป็นอีกหนึ่งนัดที่คือภาพสะท้อนฤดูกาลของ ลิเวอร์พูล ทั้งหมด มันเป็นความพ่ายแพ้ที่สถิติบอกว่าพวกเขาสมควรแพ้ และความรู้สึกบอกว่า ปัญหานี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อคืนนี้

แมนซิตี้ ไม่ได้บุก แอนฟิลด์ ด้วยสูตรสำเร็จแบบเดิม ไม่มีปีกยืนกางสนาม ไม่มีการดันแบ็กซ้อนแบบที่ ลิเวอร์พูล คุ้นเคย

เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เลือกใช้มิดฟิลด์รูปเพชร (Midfield Diamond) หุบเกมเข้ากลางสนาม ทำให้ ลิเวอร์พูล ตั้งตัวไม่ติดตั้งแต่นาทีแรก

การดัน อองตวน เซเมนโย ไปเป็นมิดฟิลด์ การให้ โอมาร์ มาร์มูช ยืนคู่ เออร์ลิง ฮาลันด์ ทำให้แดนกลางของ ซิตี้ มีคนมากกว่าเสมอ

ผลลัพธ์คืออะไร ?

ลิเวอร์พูล โดนเจาะด้วยลูกชิ่งสั้น โดนเล่น 1-2 ผ่านช่องว่าง และต้องใช้เวลาถึง 45 นาทีเต็มเพื่อหาทางรับมือ

มันเป็นการเสียครึ่งแรกไปฟรี ๆ แทบจะเท่ากับว่าคุณเริ่มเกมด้วยสกอร์ 0-1 ในเชิงแท็กติกแล้ว

ลิเวอร์พูล กลับมาได้ในครึ่งหลัง ด้วยการปรับให้ กราเฟนแบร์ก เข้ามาช่วยในกระบวนการสร้างเกม(บิลด์อัป) มากขึ้นในครึ่งหลัง ซึ่งช่วยให้การลำเลียงบอลจากหลังไปหน้าทำได้ดีขึ้น

แม้จะยังเน้นการเล่นบอลยาวและบอลไดเรกต์เหมือนครึ่งแรก แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ ลิเวอร์พูล เพิ่มความดุดันและกล้าเติมผู้เล่นขึ้นไปข้างหน้าเพื่อรอเก็บตกบอลจังหวะสอง

การถมผู้เล่นเข้าไปในแดนหน้าทำให้ แมนฯ ซิตี้ เริ่มรับมือลำบากและไม่รู้จะแก้ปัญหาอย่างไรในช่วงที่ ลิเวอร์พูล โหมบุกหนัก

การปรับแผนนี้ทำให้ ลิเวอร์พูล สามารถคุมเกมและเป็นฝ่ายที่ทำได้ดีกว่าประมาณ 30-35 นาทีในครึ่งหลัง ซึ่งเป็นช่วงที่พวกเขาดูแข็งแกร่งพอ ๆ กับที่ ซิตี้ ทำได้ในครึ่งแรก

และช่วงที่ครองความได้เปรียบนี้เอง ลิเวอร์พูล สามารถทำประตูขึ้นนำได้สำเร็จ

อย่างไรก็ตาม

ทีมที่เล่นดีแค่ 30 นาทีไม่มีทางที่จะชนะทีมระดับ แมนซิตี้ ได้ง่าย ๆ 

ปัญหาของ ลิเวอร์พูล ฤดูกาลนี้คือ ทีมเล่นดีแค่ 30 นาที ไม่ใช่ 60 ไม่ใช่ 90

30 นาทีนั้น ไม่ดีพอสำหรับเกมระดับนี้ เพราะเมื่อพ้นช่วงเวลาดังกล่าว ลิเวอร์พูล กลับเข้าสู่สภาวะพังทลายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แม้เกมรุกจะดูดีขึ้น แต่ทีมยังขาดความรัดกุมในจังหวะสำคัญ ทำให้เสียประตูตีเสมอและประตูชัยในช่วงท้ายเกม (นาทีที่ 84 และ 93)

มีข้อสงสัยว่าแท็กติกการเล่นบอลจังหวะสองที่ได้ผลในครึ่งหลังนั้น ทำไมถึงไม่ทำตั้งแต่ครึ่งแรก ซึ่งอาจเป็นเพราะการสื่อสารแผนงานในช่วงเตรียมทีมยังไม่ชัดเจนพอ จนต้องมาเตือนสติหรือปรับปรุงกันใหม่ในช่วงพักครึ่ง

ลิเวอร์พูล ไม่ได้มีโครงสร้างที่ช่วยให้ยืนระยะได้

เปิดเกมมากขึ้น = หลังบ้านโล่ง

พยายามคุมเกม = เกมรุกหาย

เสี่ยงเพื่อจะชนะ = โดนลงโทษทันทีเมื่อพลาด

นี่คือสิ่งที่เรียกว่าขาดสมดุล และมันเป็นปัญหาที่แก้ด้วยใจไม่ได้ มันเป็นปัญหาที่เรื้อรังที่มักพังช่วงท้ายเกม

ค่า xG บอกว่า แมน ซิตี้ 2.9 ลิเวอร์พูล 1.2 ตีความได้เลยว่า "เรือใบสีฟ้า" สร้างโอกาสคุณภาพสูงกว่าต่อเนื่อง

...

บนกระดาษ อาร์เน่อ ยังปลอดภัย แต่ความเป็นจริง คำถามก็มีมากขึ้นเรื่อย ๆ

20 นัดหลังสุด ชนะ 6 เก็บได้ 24 คะแนน ฟอร์มไม่คงเส้นคงวา โดนคู่แข่งซ้อนแผนบ่อยเกินไป

ที่น่ากังวลไม่ใช่แค่ผลแพ้ แต่คือ ลิเวอร์พูล มักเริ่มเกมด้วยการเล่นตามคู่แข่ง ไม่ใช่กำหนดเกมเอง

เสียเวลาไปกับการแก้ปัญหา แทนที่จะเป็นฝ่ายบังคับเกม

และเมื่อสัญญาของ อาร์เน่อ เหลือปีเดียว เมื่อพื้นที่ Top 4 ไม่ได้การันตี คำว่าไว้ใจในกระบวนการจะเริ่มแพงขึ้นเรื่อย ๆ

ถ้าพลาด แชมเปี้ยนส์ ลีก ปัญหาต่าง ๆ จะตามมา

ยูโรป้า ลีก = รายได้น้อยกว่า

งบเสริมทัพลดลง

ตัวเลือกในตลาดแคบลง

และสำหรับทีมที่ยังต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง มันคือ อุปสรรคต่อการกลับไปลุ้นแชมป์อย่างแท้จริง

บอร์ดอาจไม่รีบ แต่บอร์ดก็ไม่สามารถมองข้ามเรื่องนี้ได้เช่นกัน

ลิเวอร์พูล ไม่ได้แพ้เพราะโชคร้ายอะไรเลย

แพ้เพราะยังเป็นทีมที่ยืนระยะไม่ได้

แพ้เพราะยังเป็นทีมที่เล่นดีเป็นช่วง ๆ

แพ้เพราะยังเป็นทีมที่หาสมดุลไม่เจอ

และคำถามสำคัญที่สุด ไม่ใช่ว่า อาร์เน่อ เก่งพอไหม ?

แต่คือ เขาจะมีเวลามากพอในการเปลี่ยนทีมนี้จากทีมที่เล่นดี 30 นาทีให้กลายเป็นทีมที่เอาชนะเกมใหญ่ได้ทั้ง 90 นาทีหรือเปล่า...

HOSSALONSO




ที่มาของภาพ : getty image
BY : Hossalonso
ธีรศานต์ คงทอง
ติดตามช่องทางอื่นๆ:
Website : siamsport.co.th
Facebook : siamsport
Twitter : siamsport_news
Instagram : siamsport_news
Youtube official : siamsport
Line : @siamsport