อัฟราม เกลเซอร์ เจ้าของร่วม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชี้มูลค่าทางธุรกิจของสโมสรไม่จำเป็นต้องขึ้นอยู่กับความสำเร็จในสนาม ยก ดัลลัส คาวบอยส์ และ นิวยอร์ก แยงกี้ส์ เป็นตัวอย่าง ขณะที่ “ปีศาจแดง” แม้ผลงานตกต่ำ แต่ยังถูกประเมินมูลค่าสูงถึง 7,200 ล้านดอลลาร์
อัฟราม เกลเซอร์ เจ้าของร่วม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลายเป็นประเด็นที่อาจสร้างความไม่พอใจให้แฟนบอล “ปีศาจแดง” หลังมีการเปิดเผยความเห็นของเขาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างความสำเร็จในสนามกับมูลค่าทางธุรกิจของสโมสร
ดิ แอธเลติก (The Athletic) รายงานว่า เกลเซอร์ แสดงความเห็นระหว่างเข้าร่วมการประชุมด้านการลงทุนในกีฬาของธนาคารดอยซ์แบงก์ ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมื่อช่วงกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา
ระหว่างงานมีผู้เข้าร่วมตั้งคำถามถึงผลงานของ แมนฯ ยูไนเต็ด และความเชื่อมโยงระหว่างความสำเร็จในการแข่งขันกับผลประกอบการทางธุรกิจ ก่อนที่ เกลเซอร์ จะอธิบายว่า มูลค่าขององค์กรกีฬาขนาดใหญ่ไม่จำเป็นต้องผูกติดกับการคว้าแชมป์เพียงอย่างเดียว
ตามรายงาน เกลเซอร์ ยกตัวอย่างสองแฟรนไชส์กีฬายักษ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกาอย่าง ดัลลัส คาวบอยส์ (Dallas Cowboys) ทีมดังแห่งศึกอเมริกันฟุตบอล NFL และ นิวยอร์ก แยงกี้ส์ (New York Yankees) ยักษ์ใหญ่แห่งเมเจอร์ลีกเบสบอล MLB
ทั้งสองทีมยังคงเป็นแบรนด์กีฬาที่มีมูลค่ามหาศาล แม้จะห่างหายจากการคว้าแชมป์รายการใหญ่ของตัวเองมาเป็นเวลานาน
ดัลลัส คาวบอยส์ คว้าแชมป์ซูเปอร์โบวล์ครั้งล่าสุดในปี 1996 ขณะที่ นิวยอร์ก แยงกี้ส์ ได้แชมป์เวิลด์ซีรีส์ครั้งล่าสุดในปี 2009
สถานการณ์ดังกล่าวถูกนำมาเปรียบเทียบกับ แมนฯ ยูไนเต็ด ซึ่งไม่ได้สัมผัสแชมป์พรีเมียร์ลีกอีกเลยนับตั้งแต่ฤดูกาล 2012/13 ซึ่งเป็นฤดูกาลสุดท้ายที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ทำหน้าที่ผู้จัดการทีม
มุมมองของ เกลเซอร์ ยังทำให้นึกถึงคำพูดของ เอ็ด วู้ดเวิร์ด อดีตรองประธานบริหาร แมนฯ ยูไนเต็ด ซึ่งเคยกล่าวระหว่างการประชุมทางโทรศัพท์กับนักลงทุนเมื่อเดือนพฤษภาคม 2018 ว่า
“ผลงานในสนามไม่ได้ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อสิ่งที่เราสามารถทำได้ในด้านธุรกิจเชิงพาณิชย์”
คำพูดดังกล่าวเคยสร้างเสียงวิจารณ์จากแฟนบอล แมนฯ ยูไนเต็ด เนื่องจากสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างมุมมองทางธุรกิจกับความคาดหวังเรื่องความสำเร็จในสนาม
แม้ผลงานในสนามของ แมนฯ ยูไนเต็ด จะไม่สามารถกลับไปอยู่ในระดับเดียวกับยุคของ เฟอร์กูสัน แต่ในแง่มูลค่าทางธุรกิจ “ปีศาจแดง” ยังคงอยู่ในกลุ่มสโมสรฟุตบอลที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก
จากการจัดอันดับของ Forbes เมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 แมนฯ ยูไนเต็ด ถูกประเมินมูลค่าไว้ที่ 7,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 244,800 ล้านบาท) สูงเป็นอันดับ 3 ของโลก
อันดับ 1 คือ เรอัล มาดริด มูลค่า 9,500 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 323,000 ล้านบาท) ตามด้วย บาร์เซโลน่า 7,500 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 255,000 ล้านบาท)
เมื่อเทียบกับปี 2025 แมนฯ ยูไนเต็ด เคยถูกประเมินมูลค่าไว้ที่ 6,600 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 224,400 ล้านบาท) และรั้งอันดับ 2 เป็นรอง เรอัล มาดริด ที่มีมูลค่า 6,750 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ บาร์เซโลน่า ตามมาเป็นอันดับ 3 ที่ 5,650 ล้านดอลลาร์
แมนฯ ยูไนเต็ด ยังเคยครองตำแหน่งสโมสรฟุตบอลที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกในปี 2017 และ 2018 รวมถึงช่วงปี 2007-2012
อย่างไรก็ตาม ภาพในสนามของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เวลานี้กลับสวนทางกับมูลค่าทางธุรกิจ หลังทีมรั้งอันดับ 17 ของตารางพรีเมียร์ลีก ก่อนมีโปรแกรมเปิดโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด พบ แอสตัน วิลล่า ในวันอาทิตย์นี้
แม้สถานะของ แมนฯ ยูไนเต็ด ในฐานะหนึ่งในแบรนด์ฟุตบอลที่ใหญ่ที่สุดในโลกยังคงแข็งแกร่ง แต่ความคิดเห็นล่าสุดของ อัฟราม เกลเซอร์ ย่อมถูกจับตามองเป็นพิเศษในช่วงที่ผลงานของทีมกำลังตกต่ำ และแฟนบอลยังคงคาดหวังให้ความสำเร็จในสนามเป็นเป้าหมายสำคัญของสโมสร ไม่ใช่เพียงการรักษามูลค่าทางธุรกิจเท่านั้น