ลิเวอร์พูล กำลังแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการในการเล่นร่วมกันเป็นทีมภายใต้การคุมทัพของ อันโดนี่ อิราโอล่า แต่ปัญหาเรื่องการทำประตูยังคงเป็นสิ่งที่แก้ไขไม่ตก ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ยุคของ อาร์เน่อ สล็อต เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมาเช่นกัน
ซีซั่นนี้มีหลายสิ่งที่น่าประทับใจสำหรับ ลิเวอร์พูล ทั้งความมุ่งมั่นและความกระหายในการเล่นของทีมดูเหมือนจะกลับมาอีกครั้ง ความตั้งใจที่จะรักษาคลีนชีตเริ่มชัดเจนขึ้น ขณะที่สถิติความพ่ายแพ้ของทัพ "หงส์แดง" ก็ลดน้อยลง
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัญหาสำคัญอีกเรื่องที่ อิราโอล่า ยังไม่สามารถแก้ไขได้อย่างสมบูรณ์ นั่นคือประสิทธิภาพในการจบสกอร์ของทีม ซึ่งนี่ถือเป็นจุดบอดสำคัญที่เขาจำเป็นต้องหาทางแก้ให้ได้เพื่อนำ "เดอะ เร้ดส์" ก้าวไปอีกระดับหนึ่ง
- ความแตกต่างระหว่างผลงานในพรีเมียร์ลีกกับแชมเปี้ยนส์ ลีก
แม้ ลิเวอร์พูล จะคว้าตัวแนวรุกเข้ามาเสริมทัพด้วยค่าตัวมากกว่า 100 ล้านปอนด์ (ราว 4,400 ล้านบาท) อีกรายเมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา แต่พวกเขาก็ยังไม่สามารถแสดงให้เห็นถึงความเฉียบคมในการจบสกอร์ได้อย่างที่คาดหวังเอาไว้
ข้อมูลจาก "สกาย สปอร์ตส์" ระบุว่า ลิเวอร์พูล รั้งอันดับ 19 ในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้ สำหรับสถิติการสร้างโอกาสทอง โดยทำได้เพียง 7 ครั้ง ขณะที่สถิติการทำประตูอยู่ในอันดับ 9 ด้วยจำนวน 11 ประตู ตัวเลขเหล่านี้ถือว่าไม่น่าพอใจนัก แต่สถานการณ์ไม่ได้เรียบง่ายถึงขั้นสรุปว่า "หงส์แดง" เป็นทีมที่ไร้ความเฉียบคมในเกมรุก
เนื่องจาก ลิเวอร์พูล ทำประตูได้มากถึง 12 ลูก จากการลงเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เพียง 3 นัด ซึ่งมากกว่าจำนวนประตูที่พวกเขาทำได้จากการลงสนามพรีเมียร์ลีก 9 นัดเสียอีก แล้วเหตุใดพวกเขาจึงทำประตูได้อย่างต่อเนื่องในเวทียุโรป แต่กลับมีปัญหาเมื่อเล่นในลีก ? คำตอบส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะคู่แข่งใน "ชปล." มีความแข็งแกร่งน้อยกว่า
เห็นได้ชัดว่า ลิเวอร์พูล เหนือกว่า ลาสค์ ลินซ์ อย่างมาก ก่อนเอาชนะไปด้วยสกอร์ 6-3 ถึงประเทศออสเตรีย ขณะที่ แอตเลติโก มาดริด พ่าย 1-2 และ บียาร์เรอัล แพ้ 3-4 ที่สนามแอนฟิลด์ แม้ทีมจากสเปนทั้งสองรายจะเป็นคู่แข่งที่มีมาตรฐานดี แต่สิ่งที่อาจมีความสำคัญยิ่งกว่าคุณภาพของคู่แข่งคือรูปแบบการเล่นของพวกเขา
แนวรุกของ อิราโอล่า ทำผลงานได้ดีเมื่อมีโอกาสเล่นเกมสวนกลับเร็ว แต่การเจาะแนวรับของทีมที่เน้นตั้งรับยังคงเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไข กรณีที่พบกับ ลาสค์ ลินซ์ พวกเขาเปิดพื้นที่ให้ ลิเวอร์พูล ใช้ความเร็วและโจมตีได้อย่างเต็มที่
ส่วน บียาร์เรอัล แม้จะยิงนำไปก่อนถึง 2 ประตูตั้งแต่ช่วงต้นเกม แต่ความมั่นใจที่มากเกินไปกลับกลายเป็นจุดอ่อน เมื่อทัพ "หงส์แดง" ตอบโต้ด้วยการยิงคืน 4 ประตู
อย่างไรก็ตาม แม้แต่ในเกมกับ "เรือดำน้ำสีเหลือง" ที่แอนฟิลด์ ลิเวอร์พูลก็ยังต้องอาศัยลูกตั้งเตะในการเจาะแนวรับของทีมเยือนให้ได้เป็นครั้งแรก สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาการเจาะทีมที่ตั้งรับอย่างมีระเบียบยังคงเป็นโจทย์สำคัญของทีมอยู่เช่นเดิม
- ปัญหาการทำประตูของ ลิเวอร์พูล ในเกมที่แอนฟิลด์
ลิเวอร์พูล ลงเล่นเกมพรีเมียร์ลีกที่สนามแอนฟิลด์ในฤดูกาลนี้ไปแล้ว 5 นัด โดยเก็บชัยชนะได้เพียงครั้งเดียว เสมอ 2 นัด และแพ้ 2 นัด
ชัยชนะ 2-0 เกิดขึ้นในเกมพบ ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน โดยทัพ "หงส์แดง" มีเปอร์เซ็นต์การครองบอลเพียง 35.6 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือเป็นสถิติการครองบอลต่ำที่สุดเป็นอันดับ 2 ในเกมพรีเมียร์ลีกนัดเหย้าที่พวกเขาคว้าชัยชนะ นับตั้งแต่มีการบันทึกสถิติในปี 2003
ประตูที่ ลิเวอร์พูล ทำได้ในเกมกับทีมของกุนซือฟาเบียน เฮอร์เซลเลอร์ เป็นผลมาจากการเพรสซิ่งอย่างเข้มข้น และการฉวยโอกาสจากความผิดพลาดของคู่แข่ง
แม้ทีมของ อิราโอล่า จะเพิ่งอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการสร้างทีม และขุมกำลังยังต้องใช้เวลาพัฒนาอีกมาก แต่ก็เริ่มเห็นรูปแบบปัญหาที่ชัดเจนขึ้น นั่นคือทัพ "เดอะ เร้ดส์" กำลังประสบปัญหาในการทำประตูเมื่อต้องเผชิญหน้ากับทีมที่เน้นตั้งรับและพยายามทำลายจังหวะการเล่นของพวกเขา
ในเกมพบ ฟูแล่ม และ อาร์เซน่อล ซึ่งเป็นสองทีมที่มีมาตรฐานแตกต่างกันอย่างชัดเจน ลิเวอร์พูล กลับไม่สามารถทำประตูได้เลย แม้จะเป็นฝ่ายครองเกมได้เป็นส่วนใหญ่ก็ตาม
เมื่อพิจารณาผลงานตลอด 9 นัดในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ ลิเวอร์พูล สร้างโอกาสทำประตูได้ 103 ครั้ง มากเป็นอันดับ 4 ของลีก แต่ในจำนวนนี้มี "โอกาสทอง" เพียง 7 ครั้งเท่านั้น ส่งผลให้มีค่าความน่าจะเป็นในการทำประตู หรือค่า xG รวมอยู่ที่ 13.2 ซึ่งต่ำเป็นอันดับ 9 ของลีก
ตัวเลขดังกล่าวยิ่งตอกย้ำข้อสังเกตที่ว่า ลิเวอร์พูล อาจครองบอลได้มากก็จริง แต่กลับยังไม่สามารถสร้างแรงกดดันต่อผู้รักษาประตูคู่แข่งได้มากพอ
- แนวรุกยังเล่นได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ
รูปแบบปัญหาเดียวกันนี้ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนจากสถิติของ ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ เช่นกัน โดย เพลย์เมกเกอร์ชาวเยอรมัน สร้างโอกาสทำประตูในพรีเมียร์ลีกไปแล้ว 22 ครั้ง เป็นรองเพียง ปาสกาล กรอสส์ เท่านั้น แต่กลับไม่มีโอกาสแม้แต่ครั้งเดียวที่ถูกบันทึกว่าเป็นโอกาสทองจากข้อมูลของ FotMob
แม้การทำประตูและสร้างสรรค์โอกาสจะไม่ใช่ความรับผิดชอบของ เวียร์ตซ์ เพียงคนเดียว แต่ก็ถือเป็นปัญหาเมื่อผู้เล่นที่เป็นแหล่งสร้างสรรค์เกมหลักของทีมยังไม่สามารถผลิตผลงานได้ตามที่คาดหวัง
สถานการณ์ของ บรัดเลย์ บาร์กโกล่า ก็ไม่แตกต่างกันมากนัก โดยเจ้าตัวสร้างโอกาสทองได้เพียงครั้งเดียว และยังไม่สามารถทำประตูในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ได้เลย
ส่วนอีกฟากหนึ่งของแนวรุก โกดี้ คักโป ทำประตูได้เพียงลูกเดียวเท่านั้นในลีก และนับตั้งแต่หายจากอาการบาดเจ็บกลับมา ดูเหมือนว่าฟอร์มการเล่นของเขาจะย้อนกลับไปอยู่ในระดับเดียวกับฤดูกาลที่ผ่านมา
ขณะที่ อเล็กซานเดอร์ อิซัค ถือเป็นข้อยกเว้นในบรรดาแนวรุก โดยกองหน้าหมายเลข 9 รายนี้ทำไปแล้ว 6 ประตูในซีซั่นนี้ และเริ่มกลับมาแสดงให้เห็นถึงฟอร์มการเล่นที่คุ้นเคยอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ดาวยิงชาวสวีเดน ไม่ค่อยได้มีบทบาทในการเล่นกับทีมมากนัก
พรีเมียร์ลีกเป็นลีกที่มีการแข่งขันสูง และบ่อยครั้งนักเตะมักถูกประเมินผลงานเป็นรายบุคคล มากกว่าการมองว่าพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเล่นโดยรวมของทีม ยกตัวอย่างเช่น การที่ฟูลแบ็กยังทำหน้าที่สนับสนุนเกมรุกได้ไม่ดีพอ ก็เป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อผลงานของบรรดาแนวรุกลิเวอร์พูล เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ลิเวอร์พูล จำเป็นต้องแสดงให้เห็นถึงคุณภาพและผลงานที่ดีกว่านี้จากแนวรุกตัวความหวังของทีม โดย อิราโอล่า กำลังวางระบบให้ทีมสามารถรักษาแรงกดดันใส่แนวรับคู่แข่งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ผู้เล่นในแดนกลางและกองหลังของ ลิเวอร์พูล ต่างก็ทำหน้าที่ของตัวเองได้ตามเป้าหมาย
ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่บรรดาแนวรุกจะต้องยกระดับผลงานและแสดงความเด็ดขาดในการจบสกอร์ เพื่อช่วยให้ทีมจัดการกับคู่แข่งได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเสียที