แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มอบโอกาสให้ ไมเคิ่ล คาร์ริค ได้ทำหน้าที่ต่อไปชั่วคราว โดยอนุญาตให้กุนซือที่กำลังเผชิญแรงกดดันรายนี้ คุมทีมลงสนามในเกมพรีเมียร์ลีกที่จะพบกับ เชลซี วันเสาร์นี้
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มอบโอกาสให้ ไมเคิ่ล คาร์ริค ได้ทำหน้าที่ต่อไปชั่วคราว โดยอนุญาตให้กุนซือที่กำลังเผชิญแรงกดดันรายนี้ คุมทีมลงสนามในเกมพรีเมียร์ลีกที่จะพบกับ เชลซี วันเสาร์นี้
ประเด็นดังกล่าวกลายเป็นที่สนใจอย่างมาก เพราะมีเหตุผลอะไรที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจครั้งนี้ของบอร์ดบริหารแมนฯ ยูฯ รวมถึง คาร์ริค จะได้รับโอกาสต่อไปอีกนานแค่ไหน กลับเป็นเรื่องที่ซับซ้อนกว่านั้น
คาร์ริค ถูกมองว่าเป็น "นักโทษประหารชีวิต" หลังจากเดินขอบคุณสาวก "เร้ด อาร์มี่" ที่สนามโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ด้วยอารมณ์ที่เปี่ยมไปด้วยความรู้สึก ภายหลัง แมนฯ ยูฯ แพ้ยับ บอร์นมัธ คาบ้าน เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ท่าทีแข็งกร้าวในการแถลงข่าวก่อนเกมของเขาเปลี่ยนเป็นความรู้สึกคล้ายกับการยอมรับชะตากรรม โดยเจ้าตัวยอมรับว่าพยายามทำในสิ่งที่รู้สึกว่าจะเป็นผลดีที่สุดสำหรับสโมสรฟุตบอลแห่งนี้เสมอ
การตัดสินใจของผู้บริหารระดับสูงในการให้โอกาส คาร์ริค พลิกสถานการณ์กลับมาให้ได้ สร้างความประหลาดใจให้กับทั้งคนภายในและภายนอกสโมสร
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความชัดเจนว่าโอกาสครั้งนี้จะมีรูปแบบอย่างไร แรงกดดันจะกลับมาอีกครั้งทันที หาก "ปีศาจแดง" แพ้ เชลซี ในเกมที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ เว้นแต่บอร์ดบริหารจะแสดงจุดยืนสนับสนุน "พี่ปลัด" อย่างเปิดเผย
แล้วทำไมบอร์ดบริหารจึงยอมเสี่ยงให้โอกาส คาร์ริค ทำงานต่อไป เรื่องนี้น่าจะมีเหตุผลหลัก ๆ 3 ข้อ ซึ่งคงต้องไปพิจารณากันว่ามันเป็นเหตุผลที่หนักแน่นพอที่จะทำให้พวกเขากลับลำมากแค่ไหน
ขณะที่ คาร์ริค โบกมือลาแฟนบอล "ผีแดง" บนอัฒจันทร์ในสนามโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด หลังจบเกมเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา สาวก "เร้ด อาร์มี่" ก็แสดงให้เห็นถึงความรักที่มีต่ออดีตกองกลางรายนี้อย่างชัดเจน เขาได้รับเสียงร้องเชียร์อย่างกึกก้อง ขณะที่บรรดานักเตะและผู้บริหารกลับถูกโห่ไล่อย่างหนัก
แฟนบอลยังตะโกนโจมตี เซอร์ จิม แรตคลิฟฟ์ ผู้ถือหุ้นร่วมของสโมสร, ตระกูลเกลเซอร์ เจ้าของทีม รวมถึง เจสัน วิลค็อกซ์ ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิค โดยถ้อยคำที่ถูกตะโกนออกมาอย่างดังกึกก้องที่สุดคือ "ขายแมนฯ ยูฯ แล้วไสหัวกลับบ้านไปซะ"
"อีเอสพีเอ็น" (ESPN) สื่อดัง รายงานว่า การแสดงออกอย่างชัดเจนถึงความเชื่อมั่นที่แฟนบอลมีต่อ คาร์ริค ครั้งนี้ เหล่าบอร์ดบริหารได้เห็นเต็มสองตา ในช่วงเวลาที่บรรยากาศภายในสโมสรย่ำแย่ การมีบุคคลที่แฟนบอลชื่นชอบอยู่ในตำแหน่งผู้นำทีมย่อมไม่ใช่เรื่องเสียหาย
อย่างไรก็ตาม ต้องรอดูกันต่อไปว่า คาร์ริค จะรู้สึกอย่างไรกับการถูกลดบทบาทให้กลายเป็นเพียงมาสคอตที่ช่วยเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาของสโมสร
แม้แฟนบอลจะยังให้การสนับสนุนคาร์ริค แต่ภายในห้องแต่งตัวของทีมกลับมีความคิดเห็นแตกออกเป็นหลายฝ่าย บรูโน่ แฟร์นันด์ส แสดงจุดยืนเกี่ยวกับความเหมาะสมของ คาร์ริค กับตำแหน่งนี้อย่างชัดเจนไปแล้ว ขณะเดียวกันก็ยังมีนักเตะที่พร้อมสนับสนุนกุนซือชาวอังกฤษเช่นกัน
"เดอะ การ์เดี้ยน" (The Guardian) สื่อดังในอังกฤษ ระบุว่า วิลค็อกซ์ คือบุคคลสำคัญที่ผลักดันให้ แมนฯ ยูฯ ตัดสินใจเก็บ คาร์ริค คุมทีมต่อไป แม้จะเป็นเพียงการชั่วคราวก็ตาม อย่างไรก็ตาม ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิครายนี้ก็ถูกมองว่าเป็นผู้สนับสนุนแนวทางแต่งตั้ง เอ็ดดี้ ฮาว เข้ามารับตำแหน่งกุนซือคนใหม่เช่นกัน
กระนั้นยังไม่มีความชัดเจนว่า การยืดเวลาทำงานของ คาร์ริค ออกไปครั้งนี้ เป็นเพียงการประคองสถานการณ์เพื่อรอให้ แมนฯ ยูฯ สามารถดึง อดีตผู้จัดการทีม นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด มาร่วมงานอย่างเป็นทางการได้หรือไม่
คาดว่า ฮาว จะมีค่าชดเชยอยู่ที่ 3 ล้านปอนด์ (ราว 132 ล้านบาท) หลังจากเขาบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับค่าชดเชยในอนาคตกับนิวคาสเซิ่ล ระหว่างการอำลาทีมเมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา
การชะลอการตัดสินใจอาจเปิดโอกาสให้ "ปีศาจแดง" มีเวลาเจรจาเงื่อนไขต่าง ๆ สำหรับการเข้ามารับตำแหน่งของเขา แต่ช่วงเวลานี้กลับไม่เอื้ออำนวยนักเมื่อพิจารณาจากโปรแกรมการแข่งขัน:
โปรแกรมสัปดาห์นี้: จากความผิดพลาดที่น่าอับอายก่อนหน้านี้ในฤดูกาลนี้ ทำให้ แมนฯ ยูฯ ไม่มีโปรแกรมลงเล่นในศึกคาราบาว คัพ ช่วงกลางสัปดาห์นี้ ส่งผลให้ผู้บริหารสโมสรมีเวลาว่างถึง 5 วันเต็ม สำหรับการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งผู้จัดการทีม
ความท้าทายข้างหน้า: โอกาสเช่นนี้หาได้ยากมากในวงการฟุตบอลยุคปัจจุบัน เพราะเพียง 3 วัน หลังจากเดินทางไปเยือน เชลซี พวกเขาก็ต้องเปิดบ้านรับมือ โรม่า ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ก่อนลงเล่นพรีเมียร์ลีกพบกับ แอสตัน วิลล่า ในช่วงสุดสัปดาห์เดียวกัน
จังหวะที่เหมาะสมกว่า: ขณะที่ช่วงพักเบรกทีมชาติในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งจะเริ่มต้นหลังจากนั้นและกินเวลาราว 2 สัปดาห์ อาจเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมกว่า หาก แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งผู้จัดการทีม
ในช่วงท้ายของการแถลงข่าว ซึ่งหลายคนคาดว่าจะเป็นครั้งสุดท้ายของ คาร์ริค ในฐานะผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เขาถูกถามว่าเหตุใดสโมสรจึงกลับมาเผชิญปัญหาเดิม ๆ อีกครั้ง โดยเจ้าตัวตอบกลับทันทีว่าถ้ารู้คำตอบจริง ๆ ก็คงไม่ปล่อยให้เรื่องนี้เกิดขึ้น
คาร์ริค พูดถูกอย่างยิ่ง เพราะปัญหาเรื้อรังที่กัดกิน แมนฯ ยูฯ ไม่ใช่สิ่งที่เขาจะควบคุมได้ทั้งหมด ต้นตอของความเสื่อมถอยเริ่มต้นขึ้นในปี 2005 เมื่อ ตระกูลเกลเซอร์ เข้าซื้อสโมสรด้วยวิธีการกู้ยืมเงินมาใช้ในการซื้อกิจการ ซึ่งทำให้สโมสรต้องเผชิญวงจรปัญหาทางการเงินตั้งแต่แรก และสถานการณ์ก็ยิ่งเลวร้ายลงอย่างต่อเนื่องนับจากนั้น
ปัจจุบัน "ผีแดง" มีหนี้สินมากกว่า 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 51,000 ล้านบาท)
ยังค้างชำระค่าตัวนักเตะจากการซื้อขายอีกเกือบ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 17,000 ล้านบาท)
เซอร์ จิม แรตคลิฟฟ์ เคยเผยว่า ก่อนที่เขาจะเข้ามาดำเนินมาตรการตัดลดค่าใช้จ่ายครั้งใหญ่ในทุกแผนก สโมสรใกล้จะเผชิญภาวะขาดสภาพคล่องจนแทบไม่เหลือเงินหมุนเวียนแล้ว
แรงกดดันทางการเงินดังกล่าวยังถูกซ้ำเติมด้วยความไร้ประสิทธิภาพด้านฟุตบอลตลอดระยะเวลากว่าทศวรรษ แม้ในที่สุดสโมสรจะสามารถคว้าตัวนักเตะที่มีแววเข้ามาเสริมทีมได้บ้าง โดยตลาดซื้อขายช่วงซัมเมอร์ปี 2025 ซึ่งได้ เซนเน่อ ลัมเมนส์, ไบรอัน เอ็มเบอโม่, มาเตอุส คุนญ่า และ เบนยามิน เชชโก้ มาร่วมทีม ถือเป็นตลาดซื้อขายที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายสิบปี แต่ คาร์ริค ก็ยังต้องรับผลกระทบจากความผิดพลาดในอดีตของสโมสร
แท็กติกของ คาร์ริค ถูกตั้งคำถามได้ และที่ผ่านมาเขาก็ถูกวิจารณ์ในประเด็นนี้มาแล้ว แต่เขาทำได้เพียงเท่าที่ทรัพยากรและนักเตะที่มีอยู่จะเอื้ออำนวย หลังจาก แมนฯ ยูฯ ไม่สามารถคว้าแบ็กซ้ายคนใหม่เข้ามาเสริมทีมในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา ทำให้ ดีโอโก้ ดาโลต์ ต้องสวมบทแบ็กซ้ายจำเป็นหลายเกมในช่วงที่ผ่านมา
ฟูลแบ็กชาวโปรตุกีส วัย 27 ปี ทำผลงานได้น่าผิดหวังอย่างยิ่งไม่ว่าจะเล่นตำแหน่งแบ็กขวาหรือแบ็กซ้าย และยังมีสัญญากับสโมสรจนถึงปี 2028 พร้อมเงื่อนไขขยายสัญญาเพิ่มได้อีกหนึ่งปี
แม้บรรดานักเตะแมนฯ ยูฯ อาจยังคงทุ่มเทเพื่อ คาร์ริค ในเกมที่ทีมจะบุกไปเยือนสแตมฟอร์ด บริดจ์ วันเสาร์นี้ แต่เมื่อมองภาพรวมแล้ว เรื่องดังกล่าวแทบไม่ใช่ประเด็นสำคัญเลย หากต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง สโมสรจำเป็นต้องปฏิรูปแบบถอนรากถอนโคน ตั้งแต่ระดับบนสุดลงมาจนถึงทุกส่วนขององค์กร
น่าเสียดายที่การเปลี่ยนแปลงเช่นนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้มีอำนาจ ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลที่กำลังล้มเหลวในการบริหารงาน ยอมลงมือจัดการปัญหาด้วยตัวเอง แต่สำหรับพวกบอร์ดบริหาร การปลดใครสักคนออกจากตำแหน่ง แม้จะเป็นคนที่ได้รับความชื่นชอบจากแฟนบอล ก็ยังเป็นทางเลือกที่ง่ายกว่าการลงมือเปลี่ยนแปลงตัวเอง ซึ่งอาจทำให้พวกเขาต้องสูญเสียอำนาจบริหาร