วงจรอุบาทว์ที่ไร้จุดจบ! เกิดอะไรขึ้นกับ ‘แมนยูไนเต็ด’ สโมสรที่อาจไม่มีกุนซือคนไหน "รับมือ" ได้?

วงจรอุบาทว์ที่ไร้จุดจบ! เกิดอะไรขึ้นกับ ‘แมนยูไนเต็ด’ สโมสรที่อาจไม่มีกุนซือคนไหน "รับมือ" ได้?
ฉากทัศน์อันคุ้นตาของเหล่าสาวก "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หวนกลับมาฉายซ้ำอีกครั้ง ไมเคิล คาร์ริค ต้องเดินชูสองมือขึ้นฟ้าเพื่อก้มหน้ารับผิดและเอ่ยคำขอโทษต่อแฟนบอลตามอัฒจันทร์ หลังจบเกมที่โดน โคโม ถล่มยับเยิน 4-1 ในศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก - ภาพเหตุการณ์ที่แทบจะถอดแบบมาจากเมื่อเดือนพฤศจิกายนปี 2021 ตอนที่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ต้องลาตำแหน่งหลังพ่าย วัตฟอร์ด ด้วยสกอร์เดียวกันไม่มีผิดเพี้ยน

คาร์ริค คือผู้จัดการทีมถาวรรายที่ 7 นับตั้งแต่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน วางมือไปเมื่อปี 2013 หลังสร้างประวัติศาสตร์กวาด 38 ถ้วยรางวัลตลอด 26 ปีที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด

จริงอยู่ว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมา "ปีศาจแดง" เคยมีช่วงเวลาแห่งความสำเร็จสั้นๆ ภายใต้การนำของ หลุยส์ ฟาน กัล, โชเซ่ มูรินโญ่ และ เอริค เทน ฮาก แต่ท้ายที่สุดแล้ว บทสรุปของทุกคนล้วนจบลงที่จุดเดียวกัน... "การถูกไล่ออก"

ในตอนนี้ คาร์ริค ต้องการปาฏิหาริย์อย่างที่สุดเพื่อกอบกู้สถานการณ์ ไม่ใช่แค่ผลงานในสนามที่ตกต่ำ แต่ภายในห้องแต่งตัวกำลังเกิดการแข็งข้ออย่างหนัก ลิซานโดร มาร์ติเนซ ปราการหลังตัวเก่งเปิดหน้าชน เจสัน วิลค็อกซ์ ผู้อำนวยการฝ่ายฟุตบอลหลังเกมพ่าย แอตเลติโก มาดริด ขณะที่กัปตันทีมอย่าง บรูโน่ แฟร์นันด์ส ออกมาตั้งตั้งคำถามกับระบบแท็กติกอย่างเปิดเผย

รอยร้าวเหล่านี้สะท้อนถึง "ความเน่าแฟะ" ที่หยั่งรากลึกในโครงสร้างของสโมสร และนำไปสู่คำถามสำคัญว่า คนที่ควรยืนก้มหน้ารับบาปต่อหน้าแฟนบอล ควรเป็นเหล่ากุนซือจริงหรือ? สโมสรแห่งนี้กลายเป็น "ทีมที่ใครก็กุมบังเหียนไม่ได้" ไปแล้วหรือเปล่า?

บทเรียนราคาแพงจากการพยายามเลียนแบบ "ยุคป๋า"

กุนซือถาวรทั้ง 7 คน ทั้ง เดวิด มอยส์, หลุยส์ ฟาน กัล, โชเซ่ มูรินโญ่, โอเล่ กุนนาร์ โซลชา, เอริค เทน ฮาก, รูเบน อโมริม จนมาถึง ไมเคิล คาร์ริค (ยังไม่นับกุนซือขัดทัพอย่าง ไรอัน กิ๊กส์, ราล์ฟ รังนิก, รุด ฟาน นิสเตลรอย และ ดาร์เรน เฟล็ทเชอร์) ล้วนเป็นหมากที่บอร์ดบริหารใช้ทดลองเพื่อลอกเลียนแบบความสำเร็จในยุคป๋าเฟอร์กี้

แต่นโยบายการเลือกกุนซือกลับไร้ทิศทางอย่างสิ้นเชิง:

เดวิด มอยส์: คนกันเองที่เฟอร์กูสันเลือก แต่กลับแบกรับความคาดหวังไม่ไหว

ฟาน กัล & มูรินโญ่: กุนซือระดับแชมเปี้ยนส์มีโปรไฟล์สุดหรู แต่ฟุตบอลของพวกเขากลับไร้เสน่ห์

โซลชา: ตำนานสโมสรผู้เข้ามาเป็น "ผ้าห่มใจ" ให้แฟนบอล แต่ขาดประสบการณ์ในเวทีระดับท็อป

เทน ฮาก: กุนซือพุ่งแรงที่พาอาแจ็กซ์เข้ารอบรองชนะเลิศ แชมเปียนส์ลีก

อโมริม: โค้ชเนื้อหอมที่สุดในยุโรป ณ เวลานั้น หลังพา สปอร์ติ้ง ลิสบอน ผงาด

ทุกคนพ่ายแพ้ให้กับความยุ่งเหยิงภายในแมนฯ ยูไนเต็ด แม้ ฟาน กัล จะได้เอฟเอ คัพ (2016), มูรินโญ่ ได้ลีกคัพและยูโรปาลีก (2017) หรือ เทน ฮาก จะได้เอฟเอ คัพ (2024) แต่นั่นเป็นเพียงเศษเสี้ยวความสำเร็จเมื่อเทียบกับอดีต

โครงสร้างบริหารที่พังทลายและการตัดสินใจที่ล้มเหลว

ปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นเพียงข้ามคืน แต่ค่อยๆ กัดเซาะนับตั้งแต่สโมสรล้มเหลวในการวางแผนสืบทอดตำแหน่งต่อจาก "ป๋าเฟอร์กี้" ภาพสะท้อนความผิดพลาดที่ชัดเจนที่สุดเกิดขึ้นในเดือนธันวาคม 2019 เมื่อ คาร์โล อันเชล็อตติ (เอฟเวอร์ตัน), เป๊ป กวาร์ดิโอลา (แมนซิตี้) และ เจอร์เกน คล็อปป์ (ลิเวอร์พูล) คุมทีมอยู่ภายในรัศมีไม่เกิน 35 ไมล์ทางตอนเหนือของอังกฤษ แต่แมนฯ ยูไนเต็ด กลับใช้บริการ โซลชา กุนซือที่เคยพาคาร์ดิฟฟ์ ตกชั้น

การตั้ง คาร์ริค ในเวลานี้ ก็เปรียบเสมือน "โซลชา ภาค 2" อดีตนักเตะระดับตำนานที่เป็นที่รักของแฟนบอล และเคยโดน มิดเดิลสโบรห์ ไล่ออกในศึกแชมเปียนชิพ ถูกดันขึ้นมารับเผือกร้อนเพื่อสร้างกระแสชั่วคราว

ขณะเดียวกัน การเข้ามาของ เซอร์ จิม แรตคลิฟฟ์ ในฐานะหุ้นส่วนรายใหม่ ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้จริง แม้จะพยายามโอนย้ายการตัดสินใจด้านฟุตบอลไปให้มืออาชีพอย่าง โอมาร์ เบร์ราด้า หรือ เจสัน วิลค็อกซ์ แต่การตัดสินใจระดับนโยบายกลับเต็มไปด้วยความซ้ำซ้อนและไร้ทิศทาง

กรณี เทน ฮาก: สโมสรตั้งใจจะไล่ออก แต่กลับเปลี่ยนใจให้สัญญาใหม่และงบทำทีมอีก 200 ล้านปอนด์ เพียงเพราะชนะนัดชิงเอฟเอ คัพ ก่อนจะสั่งไล่ออกในอีก 6 เดือนถัดมา พร้อมจ่ายเงินชดเชยสูงกว่า 10 ล้านปอนด์

มหากาพย์ แดน แอชเวิร์ธ: ดึงตัวมาจากนิวคาสเซิลในฐานะผู้อำนวยการกีฬาตัวท็อป แต่นั่งทำงานได้เพียง 5 เดือนก็ต้องแยกทางกัน เพราะความเห็นไม่ตรงกันเรื่องทิศทางสโมสร

ดีล รูเบน อโมริม: ดึงตัวเข้ามาทั้งที่สไตล์ "หลังสาม" ไม่เข้ากับโครงสร้างทีม จนสุดท้ายกุนซือโปรตุกีสอยู่ได้เพียง 14 เดือนและจบลงด้วยการทะเลาะกับบอร์ดบริหาร

ราล์ฟ  รังนิก ซึ่งคุมทีม "ผีแดง" ระหว่างเดือนธ.ค.2021-พ.ค.2022 เคยเปิดเผยว่า เขาเปรียบสถานการณ์ของแมนฯ ยูไนเต็ดกับคนไข้ที่ต้องผ่าตัดหัวใจ ไม่ใช่แค่กินยาแรักษาชั่วคราว นั่นหมายความว่าโครงสร้างของสโมสรมีปัญหาลึกกว่าที่เห็น ต้องเริ่มแก้จากรากฐาน ไม่ใช่แค่เปลี่ยนตัวนักเตะหรือโค้ช พร้อมตั้งคำถามด้วยว่า จริง ๆ แล้วครอบครัวเกลเซอร์มีความตั้งใจจะเปลี่ยนแปลงทีมให้ประสบความสำเร็จจริงหรือไม่

"แค่สองสัปดาห์ผมก็รู้แล้วว่าปัญหาอยู่ตรงไหน และต้องทำอย่างไรถึงจะแก้ไขได้ แต่คำถามคือ คุณมีโอกาสหรือสิทธิ์ที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านี้จริง ๆ หรือเปล่า?"

ฟุตบอลตกต่ำ เงินทุนเริ่มสั่นคลอน

แม้นอกสนาม เซอร์ จิม แรตคลิฟฟ์ จะเดินหน้าลดต้นทุน ปลดพนักงาน และทำรายได้สถิติใหม่ 678 ล้านปอนด์ มีกำไรจากการดำเนินงาน 23 ล้านปอนด์ พร้อมแผนการสร้างสนามใหม่ความจุ 100,000 ที่นั่ง มูลค่ากว่า 2,000 ล้านปอนด์ก็ตาม

แต่ตัวเลขภาระหนี้สินรวมของสโมสรยังคงสูงติดตรึงอยู่ที่ 1,000 ล้านปอนด์ และที่สำคัญที่สุดคือ "ผลงานในสนาม" กำลังฉุดรั้งทุกอย่างให้ดิ่งลงเหว

สโมสรที่เคยเรียกตัวเองว่าใหญ่ที่สุดในโลก กำลังสูญเสียแรงดึงดูด ยอดกุนซือระดับโลกเริ่มลังเลที่จะก้าวเข้ามายัง "สุสานผู้จัดการทีม" แห่งนี้ เพราะตราบใดที่โครงสร้างบริหารภายในยังคงเป็นพิษและการตัดสินใจยังไร้ทิศทาง ไม่ว่าจะเปลี่ยนกุนซืออีกกี่คน หรือทุ่มเงินมหาศาลแค่ไหน...

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็อาจเป็นสโมสรที่ไม่มีใครในโลกนี้กอบกู้ได้อีกแล้ว



ที่มาของภาพ : Gettyimages
ติดตามช่องทางอื่นๆ:
Website : siamsport.co.th
Facebook : siamsport
Twitter : siamsport_news
Instagram : siamsport_news
Youtube official : siamsport
Line : @siamsport