ไมเคิ่ล คาร์ริค ยังคงนำ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เข้าโครงการก้าวทีละแต้ม หลังบุกเสมอ ลีดส์ ยูไนเต็ด 1-1 ในศึกสงครามกุหลาบ เกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา แม้เกมนี้ "ผีแดง" จะได้เพียง 1 คะแนน แต่ก็มีสัญญาณที่น่าพอใจโดยเฉพาะเรื่องแท็กติกการเล่น อย่างไรก็ตามทัพ "ยูงทอง" ก็ถือว่าผลงานไม่ธรรมดาเพราะสามารถครองเกมกดดันคู่อริร่วมลีกได้อย่างต่อเนื่อง แต่ขาดความเฉียบคมในจังหวะสำคัญเท่านั้น ท้ายที่สุดการแบ่งแต้มกันถือว่าเป็นผลการแข่งขันที่ยุติธรรมของทั้งสองทีม
ไมเคิ่ล คาร์ริค ยังคงนำ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เข้าโครงการก้าวทีละแต้ม หลังบุกเสมอ ลีดส์ ยูไนเต็ด 1-1 ในศึกสงครามกุหลาบ เกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา แม้เกมนี้ "ผีแดง" จะได้เพียง 1 คะแนน แต่ก็มีสัญญาณที่น่าพอใจโดยเฉพาะเรื่องแท็กติกการเล่น อย่างไรก็ตามทัพ "ยูงทอง" ก็ถือว่าผลงานไม่ธรรมดาเพราะสามารถครองเกมกดดันคู่อริร่วมลีกได้อย่างต่อเนื่อง แต่ขาดความเฉียบคมในจังหวะสำคัญเท่านั้น ท้ายที่สุดการแบ่งแต้มกันถือว่าเป็นผลการแข่งขันที่ยุติธรรมของทั้งสองทีม
หลังจากทำผลงานย่ำแย่ต่อเนื่องหลายเกม และเกิดประเด็นร้อนจากการให้สัมภาษณ์หลังเกมของ ลิซานโดร มาร์ตีเนซ เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา การต้องบุกไปเยือน เอลแลนด์ โร้ด เพื่อดวลกับคู่ปรับตัวฉกาจอย่าง ลีดส์ ยูไนเต็ด คงเป็นสิ่งสุดท้ายที่ "ปีศาจแดง" ต้องการเผชิญหน้า
แน่นอนว่าบรรยากาศในสนามย่อมเต็มไปด้วยความเป็นปฏิปักษ์ คำถามสำคัญคือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชุดนี้มีสภาพจิตใจและความแข็งแกร่งมากพอที่จะรับมือกับสถานการณ์กดดันได้หรือไม่ และพวกเขาก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าทำได้ ด้วยผลงานอันยอดเยี่ยมในครึ่งแรก
ทีมของกุนซือ ไมเคิ่ล คาร์ริค รับมือกับแรงกดดันในช่วงต้นเกมจากการโหมบุกเข้าใส่ของทัพ "ยูงทอง" ได้เป็นอย่างดี โดย ลีดส์ พยายามทำให้เกมปั่นป่วนตั้งแต่ต้น และทั้งสองฝ่ายต่างเข้าปะทะกันอย่างหนักหลายครั้ง
อย่างไรก็ตาม หลังผ่านพ้นช่วงเวลาที่ถูกกดดันในระยะแรก แมนฯ ยูไนเต็ด ก็เริ่มตั้งเกมและทำผลงานได้ดีขึ้นเรื่อยๆ จนความพยายามตลอด 45 นาทีแรกออกดอกออกผล เมื่อทีมเยือนเข้าสู่ช่วงพักครึ่งด้วยการขึ้นนำ 1-0 จากประตูของ ไบรอัน เอ็มเบอโม่
น่าเสียดายที่ไม่สามารถรักษาสกอร์ได้ในครึ่งหลัง อย่างไรก็ตามการได้ 1 คะแนน พร้อมกับฟอร์มที่ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่อะไร ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี และน่าจะทำให้ แมนฯ ยูฯ กลับมาเดินในทิศทางที่ถูกต้องอีกครั้ง
เกมนี้ ลีดส์ เริ่มต้นได้อย่างดุดัน และสามารถกดดันใส่ แมนฯ ยูฯ อย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งที่พวกเขาทำไม่ได้ก็คือการสร้างโอกาสที่จะจบสกอร์ และนั่นคือสิ่งที่น่าเสียดายสำหรับฟอร์มการเล่นของทีมตลอดทั้งเกม
จากสถิติในแมตช์นี้จะเห็นได้ว่าลูกทีมของกุนซือ ดาเนียล ฟาร์เค่ ครองเกมได้ถึง 61.3% มีโอกาสยิงรวมทั้งหมด 12 ครั้ง แต่เข้ากรอบเพียง 5 ครั้ง และเปลี่ยนให้เป็นประตูได้แค่ 1 ลูก เท่านั้น
นอกจากจังหวะการจบสกอร์ของ โดมินิค คัลเวิร์ต-ลูวิน ที่นำมาซึ่งประตูตีเสมอ 1-1 พวกเขายังมีโอกาสสร้างเกมรุกเข้าใส่ แมนฯ ยูฯ แต่น่าเสียดายที่จังหวะการส่งบอลในพื้นที่สุดท้าย และการจบสกอร์ ยังขาดความแม่นยำ ทำให้ทีมพลาด 3 คะแนนไปอย่างน่าเสียดาย
อย่างไรก็ตามหากมองจากภาพรวมของเกมนี้ แม้เจ้าบ้านจะครองเกมเหนือกว่า แต่ทีมเยือนก็สามารถสร้างเกมรุกเข้าไปคุกคามได้หลายครั้งเช่นกัน ดังนั้นผลเสมอน่าจะถือว่ายุติธรรมแล้วสำหรับทั้งสองทีม
บางอย่างต้องเปลี่ยนแปลง เมื่อ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ขาด เบนยามิน เชชโก้ ไปเกือบตลอดนับตั้งแต่ซีซั่นนี้เปิดฉาก ส่งผลให้เกมรุกของทีมขาดความเฉียบคมและประสิทธิภาพในการจบสกอร์
ไมเคิ่ล คาร์ริค เคยทดลองใช้งานทั้ง ไบรอัน เอ็มเบอโม่ และ โจชัว เซิร์กซี ในตำแหน่งกองหน้าตัวเป้า แต่ในเกมที่เอลแลนด์ โร้ด เขาตัดสินใจเลือกแนวทางที่แตกต่างออกไป
แผงกองกลางของแมนฯ ยูไนเต็ดถูกจัดวางในลักษณะคล้ายรูปสี่เหลี่ยม โดยมี บรูโน่ แฟร์นันด์ส และ ยูริ ตีเลอมันส์ อยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่า อันเดรย์ ซานโตส และ คาร์ลอส บาเลบา ขณะที่ เอ็มเบอโม่ กับ อาหมัด ดิยัลโล่ รับบทบาทเป็นแนวรุกริมเส้น
การปรับเปลี่ยนดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของคาร์ริคในการแก้ปัญหาเกมรุกของทีม ด้วยการปรับโครงสร้างแดนกลางและเพิ่มทางเลือกในการเข้าทำ แทนการพึ่งพากองหน้าตัวเป้าเพียงอย่างเดียว
การปรับแท็กติกครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ โดยทำให้ทัพ "ปีศาจแดง" ลงสนามโดยไม่มีกองหน้าตัวเป้าแบบดั้งเดิม แต่ช่วยเพิ่มจำนวนผู้เล่นในพื้นที่สำคัญเพื่อสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง พร้อมเปิดทางให้เกมรุกมีความยืดหยุ่นมากขึ้น จน ลีดส์ ยูไนเต็ด รับมือได้ยาก
นี่เป็นครั้งแรกในฤดูกาลนี้ที่ แมนฯ ยูฯ จบครึ่งแรกด้วยการเป็นฝ่ายขึ้นนำในเกมพรีเมียร์ลีก แม้บทสรุปพวกเขาจะได้แค่ผลเสมอ แต่ก็ถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับแฟนบอลแมนฯ ยูฯ ที่เห็นทีมรักมีความยืดหยุ่นเรื่องแท็กติกมากขึ้น
ตลอด 3 ฤดูกาลที่ผ่านมา เลนี่ โยโร่ ต้องเผชิญกับผู้จัดการทีมถึง 3 คน ทำให้การปรับตัวและยึดตำแหน่งในทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเขา แต่ตอนนี้คำถามสำคัญคือ ตำแหน่งแบ็กขวาจะเป็นจุดที่ทำให้เขายึดตำแหน่งตัวจริงในทีมของ ไมเคิ่ล คาร์ริค ได้อย่างถาวรหรือไม่?
นับตั้งแต่ย้ายจาก ลีลล์ มาร่วมทีมด้วยค่าตัว 52 ล้านปอนด์ (ราว 2,288 ล้านบาท) โยโร่ ถูกใช้งานในตำแหน่งเซนเตอร์แบ็กมาโดยตลอด จนกระทั่งเดือนนี้ที่เขาได้รับโอกาสลงเล่นในบทบาทใหม่
แม้แนวรับชาวฝรั่งเศสจะถูกใบแดงไล่ออกจากสนามในเกมพบ แอตเลติโก มาดริด เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา แต่ผลงานของเขาในตำแหน่งฟูลแบ็กกลับสร้างความประทับใจได้ไม่น้อย
โยโร่ ทำหน้าที่เกมรับได้อย่างแข็งแกร่ง และเกือบมีชื่อเป็นคนแอสซิสต์ หลัง บรูโน่ แฟร์นันด์ส ยิงบอลเฉียดกรอบประตูของ เจมส์ แทรฟฟอร์ด ไปเพียงนิดเดียว ในช่วงกลางครึ่งหลัง
เมื่อ ลิซานโดร มาร์ตีเนซ, อายเด้น เฮฟเว่น และ ลุค ชอว์ ต่างมีปัญหาจนไม่สามารถลงสนามได้ ขณะที่ มาตไตส์ เดอ ลิกต์ ยังไม่ฟิตสมบูรณ์พร้อมลงเล่น การที่ คาร์ริค มีแนวรับซึ่งกำลังเริ่มค้นพบตำแหน่งที่เหมาะสมกับตัวเอง จึงถือเป็นข่าวดีที่มาได้ถูกเวลาอย่างยิ่งสำหรับ แมนฯ ยูฯ
โครงการก้าวทีละแต้มของ แมนฯ ยูไนเต็ด ยังคงดำเนินต่อไป โดยผลงานในเกมพรีเมียร์ลีกของทีมภายใต้การกุมบังเหียนของ คาร์ริค ถือว่าน่าผิดหวังมากๆ เพราะมันไม่เป็นไปอย่างที่แฟนผีโปรเจกต์วาดฝันเอาไว้
การที่ คาร์ริค นำทีมสร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมนับตั้งแต่ที่ได้รับการแต่งตั้งให้คุมทีมชั่วคราวเมื่อเดือนมกราคม จนกระทั่งคว้าตั๋วไปเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ทำให้สาวก "เร้ดส์ อาร์มี่" เชื่อว่านี่คือกุนซือที่จะนำสโมสรกลับคืนสู่แสงสว่างแห่งความสำเร็จอีกครั้ง
นับตั้งแต่ที่ได้รับการแต่งตั้งให้คุมทีมถาวร คาร์ริค ไม่สามารถสร้างผลงานได้น่าประทับใจเลย โดยเฉพาะในพรีเมียร์ลีก ตอนนี้ แมนฯ ยูฯ ลงสนามไปแล้ว 7 เกม เก็บได้ 7 คะแนน โดยชนะแค่แมตช์เดียวเท่านั้น ที่สำคัญพวกเขายิงได้ 10 ประตู และเสีย 10 ประตู ด้วย
สถานการณ์ตอนนี้ แมนฯ ยูฯ ลงเล่น 10 นัด ในทุกรายการ และเก็บชัยชนะได้แค่ 2 เกม เท่านั้น แถมยังไร้ชัย 5 แมตช์ติดต่อกัน ในลีกสูงสุดเมืองผู้ดี ถ้าหาก คาร์ริค ไม่สามารถยกระดับผลงานให้ดีกว่านี้ สงสัยขาเก้าอี้นายใหญ่ "ผีแดง" จะหักในเร็วๆ นี้