วาสนาช่างน้อยนิด! ถึงเวลาที่ บัลลงดอร์ ควรให้ความสำคัญกับตำแหน่งกองหลังหรือยัง?

วาสนาช่างน้อยนิด! ถึงเวลาที่ บัลลงดอร์ ควรให้ความสำคัญกับตำแหน่งกองหลังหรือยัง?
กองหน้าคนหนึ่งยิง 50 ประตู คว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลบัลลง ดอร์ ขณะที่เซนเตอร์แบ็กคนหนึ่งป้องกันจังหวะอันตรายได้ถึง 50 ครั้ง คว้าแชมป์รายการเดียวกัน แต่กลับต้องถือว่าโชคดีด้วยซ้ำ หากสามารถติดโผเข้ารอบสุดท้ายในการได้ลุ้น "บอลทองคำ"

วาสนาช่างน้อยนิด! ถึงเวลาที่ บัลลงดอร์ ควรให้ความสำคัญกับตำแหน่งกองหลังหรือยัง?

กองหน้าคนหนึ่งยิง 50 ประตู คว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลบัลลงดอร์ ขณะที่เซนเตอร์แบ็กคนหนึ่งป้องกันจังหวะอันตรายได้ถึง 50 ครั้ง คว้าแชมป์รายการเดียวกัน แต่กลับต้องถือว่าโชคดีด้วยซ้ำ หากสามารถติดโผเข้ารอบสุดท้ายในการได้ลุ้น "บอลทองคำ"

แน่นอนว่านี่เป็นการเปรียบเทียบที่ถูกทำให้เรียบง่ายจนเกินไป แต่ก็สะท้อนปัญหาที่บรรดากองหลังต้องเผชิญมาตลอดหลายทศวรรษได้อย่างชัดเจน

ในปี 2025 อุสมาน เดมเบเล่ คว้ารางวัลบัลลงดอร์ โดยมี ลามีน ยามาล และ วิตินญ่า ตามมาในอันดับถัดไป ก่อนจะเป็น โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และ ราฟินญ่า ขณะที่กองหลังที่ได้รับการจัดอันดับสูงสุดคือ อาชราฟ ฮาคิมี่ แบ็กขวาของ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ซึ่งจบอันดับ 6

ส่วนเซนเตอร์แบ็กที่มีอันดับสูงสุดคือ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ ซึ่งอยู่เพียงอันดับ 28 ขณะที่ มาร์กินญอส และ วิลเลียน ปาโช่ สองเซนเตอร์แบ็กตัวหลักของ "เปแอสเช" ชุดคว้าแชมป์แชมเปี้ยนส์ ลีก กลับไม่มีชื่ออยู่ใน 30 นักเตะที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลด้วยซ้ำ

เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว เพราะกองหลังคนสุดท้ายที่คว้ารางวัลบัลลงดอร์คือ ฟาบิโอ คันนาวาโร่ ในปี 2006 ขณะที่นับตั้งแต่ ฟาน ไดค์ จบอันดับ 2 ในปี 2019 ก็ยังไม่มีเซนเตอร์แบ็กรายใดก้าวขึ้นไปติด 3 อันดับแรกอีกเลย

นั่นหมายความว่า ฟุตบอลกำลังเดินหน้าเข้าสู่ช่วงเวลาเกือบ 20 ปี โดยไม่มีผู้ชนะรางวัลบัลลงดอร์จากตำแหน่งกองหลัง ทั้งที่ตลอดช่วงเวลาดังกล่าว หลายทีมที่มีเกมรับยอดเยี่ยมสามารถคว้าแชมป์รายการใหญ่ได้มากมาย

คำถามจึงเกิดขึ้นว่า เป็นเพราะกองหน้าพัฒนาฝีเท้าขึ้นอย่างก้าวกระโดดจนเหนือกว่ากองหลังมากขึ้นหรือไม่? หรือในปี 2006 บรรดาแนวรุกยังมีคุณภาพด้อยกว่าในปัจจุบัน จนเปิดโอกาสให้ คันนาวาโร่ สามารถคว้ารางวัลได้? หรือแท้จริงแล้ว ปัญหาอาจอยู่ที่วิธีการรับรู้และประเมินผลงานอันยอดเยี่ยมของนักฟุตบอลแต่ละตำแหน่ง?

ผลงานช่วงหลังสะท้อนชัด เซนเตอร์แบ็กห่างไกลจากบัลลงดอร์แค่ไหน

อันดับในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเป็นสิ่งที่น่าสนใจ เพราะสิ่งที่ควรพิจารณาคือ อันดับคะแนนโหวตบัลลงดอร์จริงๆ ไม่ใช่เพียงรายชื่อผู้เข้าชิง หรือรางวัลเชิงสัญลักษณ์สำหรับกองหลังยอดเยี่ยม แต่เป็นอันดับสุดท้ายจากการลงคะแนนบัลลงดอร์

อย่างไรก็ตาม อันดับเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าคุณภาพของเซนเตอร์แบ็กจะลดลงในทุกปี เพราะนักเตะหลายรายยังมีผลงานและความสำเร็จที่โดดเด่นเป็นอย่างมาก

  • ปี 2018: ราฟาแอล วาราน คว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก กับ เรอัล มาดริด และคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกกับทีมชาติฝรั่งเศส แต่กลับจบเพียงอันดับ 7 ของการโหวตบัลลงดอร์

  • ปี 2021: จอร์โจ้ คิเอลลินี่ และ เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่ ช่วยทีมชาติอิตาลีคว้าแชมป์ยูโร 2020 ซึ่งจัดการแข่งขันในปี 2021 แต่ทั้งคู่จบเพียงอันดับ 13 และ 14 ตามลำดับ

  • ปี 2023: คิม มิน-แจ มีส่วนสำคัญช่วย นาโปลี คว้าแชมป์กัลโช่ เซเรีย อา เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1990 แต่ได้รับการจัดอันดับเพียงอันดับ 22

  • ปี 2024: อันโตนิโอ รือดิเกอร์ จบอันดับ 22 แม้จะช่วย เรอัล มาดริด คว้าแชมป์แชมเปี้ยนส์ ลีก

น่าสนใจว่าในบางครั้ง ฟูลแบ็กกลับทำผลงานในการจัดอันดับได้ดีกว่า โดย ดานี่ การ์บาฆาล จบอันดับ 4 ในปี 2024 หลังคว้าแชมป์แชมเปี้ยนส์ ลีก กับ เรอัล มาดริด และแชมป์ยูโรกับทีมชาติสเปน

ส่วน ฮาคิมี่ จบอันดับ 6 ในปี 2025 ขณะที่ นูโน่ เมนเดส รั้งอันดับ 10 โดยทั้งคู่เป็นส่วนหนึ่งของ แซงต์-แชร์กแมง ชุดประสบความสำเร็จในฤดูกาลดังกล่าว

ความแตกต่างที่สำคัญคือ ฟูลแบ็กยุคใหม่สามารถมีส่วนร่วมกับเกมรุกได้อย่างโดดเด่น ทั้งการทำประตู แอสซิสต์ และสร้างความประทับใจในเกมสำคัญ ควบคู่ไปกับหน้าที่การเล่นเกมรับ

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ การ์บาฆาล ซึ่งโหม่งให้ เรอัล มาดริด ขึ้นนำ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ในนัดชิงชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ ลีก ปี 2024 และได้รับเลือกให้เป็นแมน ออฟ เดอะ แมตช์ นอกจากความสำเร็จจากแชมป์รายการต่าง ๆ แล้ว เขายังมีโมเมนต์สำคัญที่แฟนบอลสามารถเชื่อมโยงได้ทันที

ขณะที่เซนเตอร์แบ็กมีโอกาสสร้างโมเมนต์ลักษณะนี้น้อยกว่า เพราะจังหวะสำคัญที่สุดของพวกเขามักเป็นการป้องกันไม่ให้เหตุการณ์อันตรายเกิดขึ้นตั้งแต่แรก และแน่นอนว่า ในคลิปไฮไลต์การแข่งขัน ย่อมไม่มีภาพรีเพลย์ของประตูที่ไม่เคยเกิดขึ้น เพราะกองหลังสามารถหยุดมันไว้ได้ตั้งแต่ต้น

มีเพียง 3 กองหลังที่เคยคว้าบัลลงดอร์ และมี 2 รายที่มีบทบาทสร้างสรรค์เกมด้วย

ตลอดประวัติศาสตร์ของรางวัลบัลลงดอร์ มีนักเตะจากตำแหน่งเกมรับคว้ารางวัลรวมเพียง 4 ครั้ง จากนักเตะ 3 คนเท่านั้น

  • ฟร้านซ์ เบ็คเคนเบาเออร์ (คว้ารางวัลปี 1972 และ 1976): เล่นในตำแหน่งลิเบอโร่ ซึ่งแตกต่างจากเซนเตอร์แบ็กแบบดั้งเดิมในยุคปัจจุบัน เพราะเขาสามารถดันตัวเองขึ้นจากแนวรับเข้าสู่แดนกลาง มีบทบาทในการจัดระเบียบเกมรุก และเป็นคนกำหนดจังหวะการขึ้นเกมจากแดนหลัง ในปี 1972 นำทีมชาติเยอรมนีตะวันตกคว้าแชมป์ยูโร ก่อนจะคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ กับ บาเยิร์น มิวนิค ในปี 1976

  • มัทธีอัส ซามเมอร์ (คว้ารางวัลปี 1996): เป็นลิเบอโร่ที่มีบทบาทในการสร้างเกมเช่นกัน ซามเมอร์ คว้าแชมป์บุนเดสลีกากับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ และคว้าแชมป์ยุโรปกับทีมชาติเยอรมนี ในศึกยูโร 1996 เขาทำประตูใส่ รัสเซีย และยิงประตูชัยในรอบก่อนรองชนะเลิศเกมกับ โครเอเชีย เฉือนชนะ โรนัลโด้ ไปเพียง 1 คะแนน

  • ฟาบิโอ คันนาวาโร่ (คว้ารางวัลปี 2006): คือกองหลังที่เล่นในตำแหน่งเซนเตอร์แบ็กแบบดั้งเดิมอย่างชัดเจนที่สุด "คันนา" พาทีมชาติอิตาลีคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกในฐานะกัปตันทีม โดยทัพ "อัซซูรี่" เสียเพียง 2 ประตูจากการลงเล่น 7 นัด เอาชนะ จานลุยจิ บุฟฟ่อน และ เธียร์รี่ อองรี

ประวัติศาสตร์ช่วงสั้นๆ นี้สะท้อนให้เห็นประเด็นที่น่าสนใจ นั่นคือ เบ็คเคนเบาเออร์และซามเมอร์ไม่ได้โดดเด่นจากผลงานเกมรับเพียงอย่างเดียว แต่ยังสามารถควบคุมการขึ้นเกม เริ่มต้นเกมรุก และทำประตูสำคัญได้ด้วยตัวเอง ส่วน คันนาวาโร่ คือข้อยกเว้นที่สำคัญของยุคฟุตบอลสมัยใหม่

บางทีสิ่งที่ต้องเปลี่ยนอาจไม่ใช่กองหลัง แต่เป็นวิธีที่ใช้ประเมินผลงานรายบุคคล

สำหรับการประกาศรายชื่อผู้เข้าชิงรางวัล บัลลงดอร์ 2026 มีเซนเตอร์แบ็กถึง 6 คนที่ติดโผ ได้แก่ เปา คูบาร์ซี่, มาร์กินญอส, วิลเลียน ปาโช่, วิลเลียม ซาลีบา และ ดาโยต์ อูปาเมกาโน่ นอกจากนี้ยังมีฟูลแบ็กอีกหลายรายที่ได้รับการเสนอชื่อ

อย่างไรก็ตาม การตัดสินรางวัลขั้นสุดท้ายจะมีขึ้นในวันที่ 26 ตุลาคม 2026 ดังนั้น ปัญหาในเบื้องต้นจึงไม่ใช่เรื่องที่กองหลังไม่มีพื้นที่บนรายชื่อผู้เข้าชิง แต่สิ่งสำคัญคือ พวกเขาจะไปได้ไกลแค่ไหนในการลงคะแนนจริง

ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาให้ภาพที่ค่อนข้างชัดเจน เบ็คเคนเบาเออร์ ต้องสร้างบทบาทของกองหลังขึ้นมาใหม่ ซามเมอร์คว้าแชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปในฐานะลิเบอโร่ พร้อมทำประตูสำคัญด้วยตัวเอง ขณะที่ คันนาวาโร่ นำแนวรับทีมชาติอิตาลีที่แทบไม่มีใครเจาะได้ไปคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2006

ส่วน เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ ก็ได้รับการยอมรับในระดับใกล้เคียงกันในปี 2019 แต่สุดท้ายพ่ายให้กับ ลิโอเนล เมสซี่ ไปแบบเฉียดฉิว

เมื่อวางเรื่องราวของนักเตะทั้ง 4 คนไว้เคียงข้างกัน จะเห็นภาพที่ค่อนข้างน่าประหลาดใจ นั่นคือ กองหน้าสามารถคว้าบัลลงดอร์ได้ด้วยการทำหน้าที่ตามธรรมชาติของตำแหน่งตัวเอง เพียงแต่ต้องทำมันในระดับที่ยอดเยี่ยมเหนือธรรมดา

ขณะที่เซนเตอร์แบ็กมักต้องแสดงผลงานที่ก้าวข้ามความคาดหวังตามปกติของตำแหน่งตัวเอง จึงจะมีโอกาสได้รับการยอมรับในระดับเดียวกัน

ทั้งที่ในแง่ของผลการแข่งขัน การป้องกันไม่ให้ทีมเสียประตูในนัดชิงชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ ลีก อาจมีความสำคัญไม่ต่างจากการยิงประตูชัยของทีม แต่สิ่งที่ถูกบันทึกไว้ในรายงานการแข่งขันกลับเป็นชื่อของผู้ทำประตู ขณะที่กองหลังอย่างดีที่สุด อาจมีเพียงภาพรีเพลย์จังหวะเข้าสกัดของเขา

บางที นี่อาจเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดของรางวัลบัลลงดอร์ นั่นคือ ผู้คนเรียนรู้ที่จะวัดผลงานเกมรุกอันยอดเยี่ยมได้แล้ว แต่เมื่อเป็นผลงานเกมรับที่แข็งแกร่ง พวกเขายังคงต้องอธิบายก่อนว่าเหตุใดผลงานนั้นจึงยอดเยี่ยม




ที่มาของภาพ : gettyimages
ติดตามช่องทางอื่นๆ:
Website : siamsport.co.th
Facebook : siamsport
Twitter : siamsport_news
Instagram : siamsport_news
Youtube official : siamsport
Line : @siamsport