ถึงได้เวลาพักหายใจกันบ้าง ! ศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ หยุดพักเป็นครั้งแรกของฤดูกาล เนื่องจากเข้าสู่ช่วงเบรกทีมชาติ หรือ "ฟีฟ่าเดย์" และแน่นอนว่าทีมชาติอังกฤษ จะเป็นหนึ่งในชาติที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ
ถึงได้เวลาพักหายใจกันบ้าง! ศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ หยุดพักเป็นครั้งแรกของฤดูกาล เนื่องจากเข้าสู่ช่วงเบรกทีมชาติ หรือ "ฟีฟ่าเดย์" และแน่นอนว่าทีมชาติอังกฤษ จะเป็นหนึ่งในชาติที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ
แมนเชสเตอร์ ซิตี้ สามารถครองตำแหน่งจ่าฝูงต่อไปได้อีกระยะ จากผลงานชนะรวด 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นทีมเดียวในลีกสูงสุดที่ยังรักษาสถิติดังกล่าวเอาไว้ได้ หลังจาก อาร์เซน่อล พ่ายแพ้เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา
ในบางแง่มุม ตารางคะแนนฤดูกาลนี้ดูคุ้นเคยเป็นอย่างดี และในอีกหลายแง่มุมก็แตกต่างออกไป โดย อาร์เซน่อล กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป็นสองทีมที่จบฤดูกาลในอันดับ 1 และ 2 ถึง 3 จาก 4 ฤดูกาลหลังสุด และตอนนี้พวกเขาก็ยังคงยึดสองอันดับดังกล่าวเอาไว้ได้อีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์, ลิเวอร์พูล, แอสตัน วิลล่า และเชลซี ต่างก็คาดหวังผลงานที่ดีกว่านี้
กุนซือของแต่ละทีมมีแรงกดดันแตกต่างกันออกไป ขณะที่บางทีมก็ดูมีแนวโน้มว่าจะสามารถเรียกฟอร์มเก่งกลับมาได้มากกว่าทีมอื่น แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ ทุกคนต่างทำงานภายใต้ความคาดหวังที่สูง
การที่ ฮัลล์ ซิตี้ พบกับความพ่ายแพ้เป็นครั้งแรกในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือเป็นภาพสะท้อนถึงการออกสตาร์ตฤดูกาลที่น่าประทับใจของพวกเขา ขณะที่ อิปสวิช ทาวน์ ซึ่งเก็บชัยชนะได้ 2 นัดจาก 5 เกม ก็น่าจะพอใจกับผลงานในช่วงเริ่มต้นฤดูกาล
ช่วงเบรกทีมชาติเปิดโอกาสให้ทุกทีม และกุนซือทุกคนในพรีเมียร์ลีกได้หยุดทบทวนผลงานที่ผ่านมา เพราะตอนนี้มีทั้งทีมที่ทำผลงานเกินความคาดหมายและทีมที่ทำผลงานต่ำกว่าที่คาดไว้ โดยบางทีมกำลังเผชิญกับคำถามมากกว่าทีมอื่น
ดังนั้นนี่จึงเป็นโอกาสดีที่จะได้รวบรวม 5 ประเด็นสำคัญ ที่กำลังถูกพูดถึงในลีกสูงสุดเมืองผู้ดี ก่อนที่การแข่งขันจะกลับมาโม่เกือกกันอีกครั้งในวันที่ 10 ตุลาคม
ทีมที่บางคนถึงขั้นมองว่าน่าจะคว้าแชมป์ได้ตั้งแต่เพิ่งลงเล่นไป 4 นัด ก็ถูกดึงกลับมาสู่ความเป็นจริง หลังบุกไปพ่าย ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน โดย "เดอะ ซีกัลส์" เปิดบ้านถล่ม 3-0 ส่งผลให้ อาร์เซน่อล พบกับความพ่ายแพ้เป็นครั้งแรกของซีซั่น
หลังจากทัพ "ปืนใหญ่" สามารถคว้าแชมป์ได้สำเร็จเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา พวกเขาแสดงให้เห็นถึงรูปแบบการเล่นที่แตกต่างจากปีก่อน โดยเฉพาะการเล่นที่ไม่ได้พึ่งพาลูกตั้งเตะมากเกินไปเหมือนที่หลายคนเคยมองว่าเป็นจุดเด่นหลักของพวกเขา
ความพ่ายแพ้ที่สนามเอเม็กซ์ เปิดโอกาสให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ขึ้นมาควบคุมสถานการณ์บนหัวตารางได้ตั้งแต่ช่วงต้นฤดูกาล โดยนำหน้า อาร์เซน่อล อยู่ 3 คะแนน อย่างไรก็ตาม ทีมของกุนซือมิเกล อาร์เตต้า ยังไม่ได้มีจุดที่น่าตั้งคำถามมากนัก โดยประเด็นที่อาจถูกพูดถึงมากที่สุดคือการขาดนักเตะระดับซูเปอร์สตาร์ที่สามารถสร้างความแตกต่างในพื้นที่สุดท้าย
รูปแบบความพ่ายแพ้ในเกมดังกล่าวอาจกลายเป็นแนวทางให้ทีมอื่นนำไปใช้รับมือ อาร์เซน่อล ได้ แต่มีความเป็นไปได้ไม่น้อยว่าเกมที่ ไบรท์ตัน เป็นเพียงวันที่ผลงานไม่เป็นใจ และไม่น่าจะหยุดเส้นทางการป้องกันแชมป์พรีเมียร์ลีกของ "เดอะ กันเนอร์ส" ได้
สถานการณ์ทั้งหมดเริ่มให้ความรู้สึกน่ากังวลคล้ายกับช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 2021 ซึ่งลงเอยด้วยการที่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ถูกปลดออกจากตำแหน่ง ผู้จัดการทีมที่เคยเป็นตำนานของทีมและได้เข้ามารับงานแบบเหนือความคาดหมาย หลังจากทำหน้าที่กุนซือชั่วคราวในช่วงเวลาที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะได้รับงานถาวร ฟังดูคุ้น ๆ ไหม?
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เคยได้รับคำเตือนเกี่ยวกับการทำแบบเดิมซ้ำอีกครั้ง แต่ดูเหมือนพวกเขาจะไม่ได้ใส่ใจกับคำเตือนดังกล่าว และการเก็บชัยชนะได้เพียง 1 นัดจาก 5 เกม จนต้องอยู่ในครึ่งล่างของตารางลีก ถือเป็นการออกสตาร์ตที่ไม่สู้ดีนักสำหรับ ไมเคิ่ล คาร์ริค ในฤดูกาลเต็มปีแรกของเขาในฐานะกุนซือ "ผีแดง"
ที่น่ากังวลยิ่งกว่านั้นคือแทบไม่มีผลงานด้านบวกให้ยึดเหนี่ยว โดยชัยชนะเหนือ อิปสวิช ทาวน์ ที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เป็นเพียงเกมเดียวที่พอจะพูดถึงได้
เกมรับของพวกเขาดูเปราะบาง และการตัดสินใจไม่เสริมแนวรับ แต่เลือกทุ่มเงินไปกับแผงกองกลางแทน ดูเหมือนจะเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด หลังผ่านฤดูกาลมาเพียงไม่กี่สัปดาห์
ท้ายที่สุดแล้ว ผู้จัดการทีมคือคนที่ต้องรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ แกรี่ เนวิลล์ วิจารณ์ คาร์ริค ว่าไม่ยอมตำหนิลูกทีมอย่างจริงจังในการให้สัมภาษณ์หลังเกม ขณะที่ คาร์ริค ยังคงแสดงท่าทีในเชิงบวก แม้เกมดังกล่าวจะออกมาในแง่ลบอย่างมากก็ตาม
ผู้บริหารชุดปัจจุบันของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ปลดกุนซือไปแล้ว 2 รายในช่วงเวลาไม่นานนัก แต่หากปลดคนที่สามอีกครั้ง ก็อาจทำให้เกิดคำถามถึงการตัดสินใจของฝ่ายบริหาร และยิ่งทำให้แฟนบอลไม่พอใจมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม หากผลการแข่งขันยังไม่ดีขึ้น พวกเขาอาจไม่มีทางเลือกอื่น
ในการลุ้นรางวัลดาวซัลโวพรีเมียร์ลีก เออร์ลิง ฮาลันด์ ยังคงนำเป็นอันดับหนึ่งตามคาด หลังดาวยิงแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซัดไปแล้ว 5 ประตู โดยตะบันได้เฉลี่ยนัดละ 1 ประตู แทบจะกลายเป็นเรื่องปกติสำหรับกองหน้าชาวนอร์เวย์ในยุคนี้ ขณะที่เขากำลังไล่ล่ารางวัลรองเท้าทองคำสมัยที่ 4 จาก 5 ฤดูกาลหลังสุด
แต่คนที่กำลังตามติด ฮาลันด์ ในเวลานี้ด้วยจำนวน 4 ประตู คือ อเล็กซานเดอร์ อิซัค ซึ่งกำลังพิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง หลังถูกวิจารณ์อย่างหนักในฤดูกาลแรกกับลิเวอร์พูล ซึ่งเป็นซีซั่นที่เขาต้องเผชิญปัญหาอาการบาดเจ็บ โดยดาวยิงชาวสวีเดนยังคงทำประตูได้อย่างต่อเนื่อง แม้ฟอร์มการเล่นโดยรวมอาจยังไม่อยู่ในระดับเดียวกับสมัยค้าแข้งกับนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด
ประตูชัยในเกมพบ บอร์นมัธ คือผลงานล่าสุดของเขา และการทำประตูในพื้นที่สุดท้ายยังคงเกิดขึ้นท่ามกลางเสียงวิจารณ์ที่มีต่อนักเตะลิเวอร์พูลบางรายอย่างต่อเนื่อง
ด้วยค่าตัวสูงถึง 125 ล้านปอนด์ (ราว 5,500 ล้านบาท) ถึงเวลาที่ อิซัค ต้องเริ่มพิสูจน์ผลงานให้คุ้มค่ากับค่าตัว และการยิงประตูอย่างต่อเนื่องของเขาก็กำลังช่วยลดเสียงวิจารณ์ลง ขณะที่ อันโดนี่ อิราโอล่า เริ่มปรับตัวเข้ากับงานคุมทีมได้มากขึ้น
ผ่านไป 5 นัด ยังไม่ชนะใคร และรั้งอันดับสุดท้ายของตาราง หลังจากจบฤดูกาลด้วยอันดับ 17 ติดต่อกันถึง 2 ปี แฟนบอลท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ คงคิดว่าช่วงเวลาอันเจ็บปวดน่าจะจบลงแล้ว แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น แม้จะได้กุนซือที่มีชื่อเสียงและทุ่มเงินเสริมทัพถึง 300 ล้านปอนด์ (ราว 13,200 ล้านบาท) ก็ยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ได้
ทัพ "ไก่เดือยทอง" ต้องรอจนถึงช่วงท้ายของเกมนัดที่ 5 ซึ่งเป็นอีกครั้งที่พวกเขาพ่ายคาบ้าน กว่าจะยิงประตูแรกของฤดูกาลได้ และท้ายที่สุดแล้ว การเก็บได้เพียง 2 คะแนนจาก 5 นัด ก็นับว่าเป็นภาพสะท้อนผลงานของพวกเขาในเวลานี้ได้เป็นอย่างดี
ไม่ใช่ว่า สเปอร์ส แพ้ทั้งที่เล่นได้ดี หรือแสดงให้เห็นถึงสัญญาณบางอย่างที่ทำให้แฟนบอลยังมีความหวัง เพราะแม้แต่นักเตะใหม่ที่ตอนย้ายเข้ามาดูมีศักยภาพ ก็เริ่มทำให้เกิดคำถามแล้วเช่นกัน
สองนักเตะที่เคยอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (ซาวีโอ กับ โอมาร์ มาร์มูช) แต่ไม่ได้อยู่ในแผนการทำทีมที่เอติฮัด สเตเดี้ยม รวมถึงกองกลางค่าตัว 85 ล้านปอนด์ (มาเตอุส เฟร์นันด์ส) ที่ต้องตกชั้นมาแล้ว 2 ฤดูกาลติดต่อกัน ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการเสริมทัพที่ถูกตั้งคำถาม
ก่อนเปิดฤดูกาล 2026/27 หลายฝ่ายมองว่าการมีนักเตะฝีเท้าดีหลายคน ภายใต้การคุมทีมของ โรแบร์โต้ เด แซร์บี้ กุนซือที่ได้รับคำชื่นชมจาก เป๊ป กวาร์ดิโอล่า น่าจะทำให้ทีมค่อย ๆ ลงตัวและกลับมาทำผลงานได้ดีในที่สุด
กระนั้นจากสิ่งที่เกิดขึ้นจนถึงตอนนี้ แฟนบอลสเปอร์ส ต้องพยายามทำใจ และให้โอกาส เด แซร์บี้ พร้อมกับรอดูกันต่อไปว่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงหรือไม่
ทางด้าน เชลซี ยังคงต้องให้เวลา ชาบี อลอนโซ่ ต่อไป แม้ว่าจะออกสตาร์ต 2 นัดแรกด้วย 6 แต้ม แต่หลังจากนั้นผลงานเริ่มแย่ลงเรื่อย ๆ ไม่ชนะ 3 นัดติด แพ้ไปถึง 2 ที่สำคัญถึงตอนนี้พวกเขาคือทีมที่เสียประตูเยอะที่สุดในลีกที่ 12 ประตู
เกมรุกแม้จะขึ้นชื่อว่าโดดเด่นทีมหนึ่งในพรีเมียร์ลีก แต่เกมรับยังต้องปรับจูนไปเรื่อย ๆ จนกว่าพวกเขาจะเก็บ "คลีนชีต" ได้เป็นเกมแรก?
เมื่อหลายทีมที่เคยถูกจัดอยู่ในกลุ่มท็อปซิกซ์ อย่าง ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กำลังประสบปัญหา นั่นจึงเปิดโอกาสให้ทีมอื่นก้าวขึ้นมาสร้างผลงานได้มากขึ้น
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ไบรท์ตัน และ เบรนท์ฟอร์ด เป็นสองสโมสรที่บริหารงานได้อย่างยอดเยี่ยมในพรีเมียร์ลีกตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา และฤดูกาลนี้อาจเป็นปีที่พวกเขาได้เห็นผลตอบแทนจากความพยายามเหล่านั้นเสียที
โมเดลการทำทีมแบบซื้อนักเตะราคาถูกแล้วขายทำกำไรมหาศาล ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อพวกเขาแต่อย่างใด โดยเฉพาะการทำงานด้านแมวมองที่ถือว่าอยู่ในระดับแนวหน้าของลีก
ทั้ง "เดอะ ซีกัลส์" และ "เดอะ บีส์" สามารถเอาชนะทีมใหญ่ได้แล้วในฤดูกาลนี้ โดย ไบรท์ตัน ปราบ อาร์เซน่อล ขณะที่ เบรนท์ฟอร์ด เอาชนะ เชลซี โดยทั้งสองเกมต่างเป็นชัยชนะด้วยส่วนต่างถึง 3 ประตู
ไบรท์ตัน เคยสัมผัสประสบการณ์ฟุตบอลถ้วยยุโรปมาแล้ว ส่วน เบรนท์ฟอร์ด ยังไม่เคยได้สัมผัสช่วงเวลานั้น แต่เมื่อถึงเดือนพฤษภาคม ก็มีความเป็นไปได้ที่ทั้งสองสโมสรจะสามารถจบฤดูกาลในอันดับที่น่าประทับใจ