สองคีย์แมน 'แมนยูไนเต็ด' ลุยท้าชนยักษ์เงินถัง พร้อมล่าแชมป์ท่ามกลางหนี้พันล้าน

สองคีย์แมน 'แมนยูไนเต็ด' ลุยท้าชนยักษ์เงินถัง พร้อมล่าแชมป์ท่ามกลางหนี้พันล้าน
ท่ามกลางยุคสมัยที่ฟุตบอลระดับท็อปถูกขับเคลื่อนด้วยเม็ดเงินมหาศาล สโมสรอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลับเลือกเดินบนเส้นทางที่แตกต่าง พวกเขามั่นใจอย่างยิ่งว่าทีมดีพอที่จะก้าวขึ้นไปลุ้นแชมป์รายการใหญ่ได้ แม้จะไม่สามารถงัดข้อเรื่องกำลังเงินในตลาดนักเตะกับคู่แข่งแถวหน้าได้ก็ตาม

ในตลาดซื้อขายซัมเมอร์นี้ แมนยูไนเต็ด ควักกระเป๋าเสริมทัพไปทั้งสิ้น 148 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่น้อยกว่าน้องใหม่หน้าเดิมอย่าง อิปสวิช ทาวน์ เสียอีก และห่างไกลอย่างมากเมื่อเทียบกับ เชลซี หรือ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ที่ทุ่มไปเกิน 300 ล้านปอนด์ รวมถึง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ทลายสถิติด้วยการใช้เงินสูงถึง 458 ล้านปอนด์

หากมองไปที่คู่ปรับตลอดกาลอย่าง ลิเวอร์พูล ในเกมที่พวกเขาเอาชนะ อิปสวิช เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา ทัพ "หงส์แดง" ส่ง 3 นักเตะอย่าง อเล็กซานเดอร์ อิซัค, บรัดเลย์ บาร์กโกล่า และ ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ ลงสนาม ซึ่งแต่ละคนมีค่าตัวทะลุหลัก 100 ล้านปอนด์ทั้งสิ้น

ย้อนกลับมามาดู แมนยูไนเต็ด การเซ็นสัญญาที่แพงที่สุดในซัมเมอร์นี้คือ คาร์ลอส บาเลบา กองกลางทีมชาติแคเมอรูน จากไบรท์ตัน ด้วยมูลค่ารวมออปชั่นราว 70 ล้านปอนด์ ซึ่งตัวเลขนี้ยังน้อยกว่าสถิติสโมสร 89 ล้านปอนด์ ที่พวกเขาเคยจ่ายคว้าตัว ปอล ป็อกบา เมื่อสิบปีก่อนถึง 19 ล้านปอนด์ด้วยซ้ำ

ไมเคิล คาร์ริค เฮดโค้ชของทีม ยืนยันหนักแน่นว่าเงินไม่ใช่คำตอบเดียวในการสร้างทีมที่ประสบความสำเร็จ และมั่นใจว่าสโมสรดีพอจะลงแข่งขันในระดับสูง

"ผมเชื่อมั่นอย่างนั้นจริงๆ" คาร์ริคกล่าว "ความท้าทายคือการสร้างไดนามิกที่ถูกต้อง รักษาสมดุล และ รวมกลุ่มผู้เล่นที่ใช่เข้าด้วยกัน ดึงศักยภาพของนักเตะที่ดีที่สุดมาช่วยยกระดับทีม ไม่ว่าคุณจะต้องใช้ผู้เล่นประสบการณ์สูงหรือดาวรุ่งก็ตาม"

แม้จะมีเสียงวิจารณ์ถึงแนวทางการเสริมทัพ โดยเฉพาะการขาดแคลนแบ็กซ้ายมาเบียดตำแหน่งกับ ลุค ชอว์ และไร้กองหน้ามาช่วยแบ่งเบาภาระของ เบนจามิน เซสโก้ แต่คาร์ริคปฏิเสธกระแสข่าวที่ว่าบอร์ดบริหารมีการจำกัดงบประมาณ

"ผมเข้าใจว่าจำนวนเงินก้อนโตดูเป็นเรื่องใหญ่ แต่มันไม่จำเป็นต้องเป็นคำตอบของทุกอย่างเสมอไป"

ภาระหนี้สินล้นพ้นตัว กับภารกิจการท้าชนความสำเร็จ

คำถามสำคัญคือ หนี้สินของสโมสรกำลังบีบรัดและจำกัดกำลังซื้อของ แมนยูไนเต็ด อยู่หรือไม่?

ประเด็นนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงกันในงาน แฟนส์ ฟอรัม (Fans Forum) เมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดย Swiss Ramble บล็อกเกอร์การเงินชื่อดังได้ประเมินไว้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี 2025 ว่า แมนยูไนเต็ด ต้องจ่ายเฉพาะ "ดอกเบี้ย" อย่างเดียวสูงถึง 852 ล้านปอนด์ นับตั้งแต่ตระกูลเกลเซอร์เข้ามาเทกโอเวอร์สโมสรเมื่อปี 2005

ขณะที่ตัวเลขทางการเงินไตรมาสล่าสุดชี้ว่า ยอดหนี้สินรวมของสโมสรพุ่งสูงถึง 1.29 พันล้านปอนด์ (รวมค้างชำระค่าตัวนักเตะ) นอกจากนี้ ยูไนเต็ด ยังแบกภาระหนี้เพิ่มอีก 91.92 ล้านปอนด์จากการรีไฟแนนซ์หุ้นกู้เมื่อเดือนมิถุนายน และยังไม่มีแผนชัดเจนว่าจะหาเงินจากไหนมาสร้างสนามแห่งใหม่ที่คาดว่าจะใช้เงินสูงกว่า 2 พันล้านปอนด์

นอกจากนี้ บัญชีงบการเงินประจำปีรอบล่าสุด (สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน) ที่กำลังจะเปิดเผยในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า จะสะท้อนภาพสถานะการเงินที่แท้จริง หลังจากสโมสรต้องเผชิญกับฤดูกาลที่ไร้การแข่งขันฟุตบอลยุโรป

ท่ามกลางฉากหลังอันคลุมเครือ แฟนบอลยังคงเดินหน้าประท้วงตระกูลเกลเซอร์ในแทบจะทุกนัดการแข่งขัน แต่ทว่า โอมาร์ เบร์ราด้า ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ยืนยันว่าสโมสรยังคงศักยภาพในการแข่งขันไปพร้อมๆ กับการบริหารจัดการหนี้สินและโครงการสร้างสนามใหม่ โดยเขามองว่าความท้าทายของ แมนยูไนเต็ด คือการบริหารงานอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการเดินหน้าลุ้นแชมป์รายการใหญ่

"เราได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การมีหนี้สิน ไม่ได้ขัดขวางการทำกำไร และที่สำคัญที่สุดคือ เรายังสามารถคว้าแชมป์มาครองได้" เบร์ราด้า กล่าวในงาน แฟนส์ ฟอรัม เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม

"หน้าที่ของฝ่ายบริหารคือทำให้ทีมลงแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้โครงสร้างทางการเงินที่ยั่งยืน เรามีความทะเยอทะยานที่จะสร้างสนามใหม่ แต่เราต้องทำในวิธีที่ช่วยให้เรายังคงรักษาศักยภาพในการแข่งขันเอาไว้ได้"

"เราต้องมีวินัยอย่างสูง และเดินหน้าทำในสิ่งที่ถูกต้องบนสนามแข่ง เพื่อพาตัวเองไปอยู่ในจุดที่เราสามารถทำได้ทุกอย่าง ทั้งการแบกรับภาระหนี้สิน ความทะเยอทะยานเรื่องสนามใหม่ และที่สำคัญที่สุดคือ การพยายามคว้าแชมป์ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้"

ความหวังใหม่ภายใต้ขุมกำลังเดิมที่ดีขึ้น

การเข้ามาของ บาเลบา, อันเดรย์ ซานโตส จากเชลซี, ยูริ ตีเลอมันส์ จากแอสตัน วิลล่า บวกกับการเติบโตของ เช เลซีย์ ตัวรุกวัย 19 ปี ทำให้คาร์ริคมั่นใจว่าขุมกำลังปัจจุบันดีกว่าช่วงจบฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งเขาพาทีมชนะ 12 จาก 17 นัดในลีก และจบอันดับ 3 ตารางคะแนน

"เมื่อคุณอยู่กับสโมสรแห่งนี้ คุณต้องมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้ชนะเท่านั้น" คาร์ริค กล่าว

"นั่นคือจุดที่เราต้องการจะไปให้ถึง และเราต้องรักษามาตรฐานนั้นให้อยู่ในระดับที่สม่ำเสมอ ผมไม่อยากมองย้อนกลับไปข้างหลังบ่อยๆ แต่ทุกคนรู้ดีว่าเราต้องผ่านอะไรมาบ้างกว่าจะทำผลงานได้ดีในตอนนั้น แม้ว่าตอนนั้นเราจะลงเล่นแค่รายการเดียวก็ตาม และฤดูกาลนี้เราต้องทำมันให้ได้มากกว่าเดิมหลายเท่า แต่เราได้เสริมความแข็งแกร่งให้กับทีมแล้ว ดังนั้นเราจึงรู้สึกดีกับสิ่งที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้"

ความทะเยอทะยานและทัศนคติเชิงบวกนี้จะถูกพิสูจน์ด้วยผลงานบนสนามตลอดหลายเดือนข้างหน้า แต่สำหรับ คาร์ริค แล้ว เขายังคงเชื่อมั่นเต็มเปี่ยมว่า แมนยูไนเต็ด พร้อมจะก้าวขึ้นไปท้าชิงความสำเร็จแล้ว แม้จะใช้เงินน้อยกว่าคู่แข่งรายรอบอย่างเห็นได้ชัดก็ตาม




ที่มาของภาพ : Gettyimages
ติดตามช่องทางอื่นๆ:
Website : siamsport.co.th
Facebook : siamsport
Twitter : siamsport_news
Instagram : siamsport_news
Youtube official : siamsport
Line : @siamsport