เจาะลึกเหตุผล เอฟเอสจี ตัดสินใจขายหุ้น ลิเวอร์พูล มุ่งลงทุนเชิงกลยุทธ์

เจาะลึกเหตุผล เอฟเอสจี ตัดสินใจขายหุ้น ลิเวอร์พูล มุ่งลงทุนเชิงกลยุทธ์
เปิดเบื้องหลังการตัดสินใจของ เอฟเอสจี ในการขายหุ้น ลิเวอร์พูล บางส่วน เพื่อเปลี่ยนมูลค่าสินทรัพย์เป็นเงินทุน พร้อมรักษาอำนาจควบคุมและต่อยอดธุรกิจ

เจาะลึกเหตุผลที่ เอฟเอสจี ตัดสินใจขายหุ้นลิเวอร์พูล ?

เฟนเวย์ สปอร์ตส์ กรุ๊ป หรือ เอฟเอสจี (FSG) กลุ่มทุนจากประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่ได้อยู่ภายใต้แรงกดดันหรือความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องขายหุ้น ลิเวอร์พูล แต่อย่างใด

นับตั้งแต่เข้าซื้อกิจการ ลิเวอร์พูล ในช่วงหนึ่งยุคที่สโมสรเผชิญปัญหาทางการเงินอย่างหนัก เอฟเอสจี เข้ามากอบกู้สโมสร พร้อมสร้างผลงานในฐานะเจ้าของทีมได้อย่างโดดเด่น และอาจถือเป็นช่วงเวลาการบริหารที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของ "หงส์แดง"

ความสำเร็จภายใต้การบริหารของ เอฟเอสจี

  • คว้าแชมป์รายการใหญ่ได้ครบทุกรายการที่ลงแข่งขัน

  • ขยายสนามแอนฟิลด์

  • พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการฝึกซ้อม

  • ยกระดับสโมสรจนกลายเป็นหนึ่งในองค์กรลูกหนังที่แข็งแกร่งที่สุดในยุโรปในแง่ธุรกิจเชิงพาณิชย์

ดังนั้น การตัดสินใจครั้งนี้จึงควรถูกมองว่าเป็น "การลงทุนเชิงกลยุทธ์" มากกว่าการถอนตัวออกจากสโมสร

รายละเอียดและผลประโยชน์จากดีล

การขายหุ้นประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ เอฟเอสจี สามารถนำเงินกลับคืนมาประมาณ 1,650 ล้านปอนด์ (ราว 72,600 ล้านบาท) ขณะเดียวกันยังคงถือหุ้นใหญ่ ควบคุมการดำเนินงาน และมีโอกาสได้รับประโยชน์จากมูลค่าของ ลิเวอร์พูล ที่เพิ่มสูงขึ้นในอนาคต

พูดง่าย ๆ นี่คือการเปลี่ยนมูลค่าบางส่วนของสินทรัพย์ให้กลายเป็นเงินทุน โดยไม่จำเป็นต้องสูญเสียอำนาจควบคุมสโมสร ซึ่งกลยุทธ์ลักษณะนี้เริ่มถูกวางแนวทางมาหลายปีแล้ว

ย้อนกลับไปในปี 2021 บริษัท เรดเบิร์ด แคปิตอล พาร์ทเนอร์ส (RedBird Capital Partners) เข้ามาซื้อหุ้นส่วนน้อยใน เฟนเวย์ สปอร์ตส์ กรุ๊ป จากนั้นอีกสองปีต่อมา ไดนาสตี้ อิควิตี้ (Dynasty Equity) ก็เข้ามาลงทุนโดยตรงในลิเวอร์พูล ด้วยดีลมูลค่าประมาณ 164 ล้านปอนด์ (ราว 7,216 ล้านบาท)

แม้ทั้งสองดีลจะไม่ได้ส่งผลต่ออำนาจการควบคุมของ เอฟเอสจี แต่ก็แสดงให้เห็นว่ากลุ่มทุนจากบอสตันพร้อมที่จะเสริมความแข็งแกร่งทางการเงินผ่านนักลงทุนระยะยาวที่ได้รับการคัดเลือกอย่างเหมาะสม มากกว่าการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเจ้าของสโมสรแบบเบ็ดเสร็จ

ปัจจัยเบื้องหลังและการขยายเครือข่ายสโมสร

นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งปัจจัยที่ดำเนินอยู่เบื้องหลังอย่างเงียบ ๆ ซึ่งอาจช่วยอธิบายว่าทำไม เอฟเอสจี จึงเลือกช่วงเวลานี้ในการขายหุ้นบางส่วนของลิเวอร์พูล

ตลอดระยะเวลากว่าหนึ่งปี ฝ่ายบริหารด้านฟุตบอลของ ลิเวอร์พูล โดยเฉพาะภายใต้การนำของ ไมเคิ่ล เอ็ดเวิร์ดส์ ได้ศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้าง เครือข่ายสโมสรหลายแห่ง ในประเทศสเปน โปรตุเกส และฝรั่งเศส

  • เป้าหมายหลัก: พัฒนานักเตะดาวรุ่งให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

  • การลดต้นทุน: ลดต้นทุนในการซื้อนักเตะ

  • ระบบนิเวศ: สร้างระบบนิเวศด้านฟุตบอลที่ครอบคลุมมากขึ้น ซึ่งเป็นรูปแบบที่หลายสโมสรในยุโรปนำมาใช้อยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ในท้ายที่สุดโครงการดังกล่าวกลับมีค่าใช้จ่ายและความซับซ้อนสูงกว่าที่คาดการณ์เอาไว้มาก การเข้าซื้อและพัฒนาสโมสรฟุตบอลยุโรปอีกแห่งให้สามารถแข่งขันในระดับสูง จำเป็นต้องใช้ทั้งเงินทุนและทรัพยากรด้านการบริหารจำนวนมหาศาล ส่งผลให้ ลิเวอร์พูล ต้องพักแผนดังกล่าวไว้

ทางเลือกใหม่ผ่าน 1892 โฮลดิ้งส์

การเข้ามาของกลุ่มทุน 1892 โฮลดิ้งส์ (1892 Holdings) ที่นำโดย อามิต บาเทีย, เจฟฟ์ เบซอส ผู้ก่อตั้งอเมซอน (Amazon) รวมถึง เอดูอาร์โด้ เซเวอริน ผู้ร่วมก่อตั้งเฟซบุ๊ค (Facebook) ร่วมอยู่ด้วย จึงกลายเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับ เอฟเอสจี

แทนที่จะเดินหน้าใช้เงินเพื่อเข้าซื้อสโมสรเพิ่มเติม พวกเขาเลือกขยายฐานทางการเงินของลิเวอร์พูลด้วยการดึงพันธมิตรเข้ามาร่วมลงทุน ซึ่งมีศักยภาพในการสนับสนุนเป้าหมายทางธุรกิจและการเติบโตในระยะยาวของสโมสร

พูดอีกมุมหนึ่งคือ เอฟเอสจี ยังคงรักษาอำนาจควบคุม ลิเวอร์พูล เอาไว้ ขณะเดียวกันก็ได้เงินทุน เครือข่าย และความเชี่ยวชาญทางธุรกิจจากพันธมิตรรายใหม่ เข้ามาช่วยผลักดันสโมสรไปสู่เป้าหมายในอนาคต

ดีลนี้ทำให้ทัพ "หงส์แดง" กลายเป็นทีมที่มีมูลค่าประเมินอยู่ที่ประมาณ 5,500 ล้านปอนด์ (ราว 242,000 ล้านบาท) และทำให้สโมสรได้รับประโยชน์จากการเข้ามาของกลุ่มทุนใหม่ รวมทั้งอาจส่งผลต่อการเสริมทัพในอนาคต คือ การเพิ่มรายได้จากธุรกิจเชิงพาณิชย์ ผ่านความเชี่ยวชาญและเครือข่ายของบรรดานักลงทุนในกลุ่มทุน 1892 โฮลดิ้งส์



ที่มาของภาพ : gettyimages
ติดตามช่องทางอื่นๆ:
Website : siamsport.co.th
Facebook : siamsport
Twitter : siamsport_news
Instagram : siamsport_news
Youtube official : siamsport
Line : @siamsport