การเข้ามาของ ไมเคิ่ล คาร์ริค อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดของ เมสัน เมาท์ นับตั้งแต่ย้ายมาอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
ตอนที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทุ่มเงิน 60 ล้านปอนด์ (ราว 2,640 ล้านบาท) คว้าตัว เมสัน เมาท์ มาจาก เชลซี ในปี 2023 พร้อมมอบเสื้อหมายเลข 7 อันเป็นตำนานให้สวมใส่ ความคาดหวังที่มีต่อเขาจึงสูงลิ่ว
ในฐานะแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และเจ้าของรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของ เชลซี ถึง 2 สมัย เมาท์ถูกมองว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในแกนหลักของยุคใหม่แห่งถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด
อย่างไรก็ตาม เวลาผ่านไป 3 ปี บทสนทนาเกี่ยวกับเขาเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง จากเดิมที่พูดถึงผลงานในสนาม กลับกลายเป็นเรื่องอาการบาดเจ็บ เกมที่พลาดลงเล่น และคำถามว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตัดสินใจลงทุนผิดพลาดหรือไม่
แต่ความจริงแล้ว เมาท์ ล้มเหลวจริงหรือ? หรือเขาเพียงแค่ยังไม่เคยได้รับโอกาสอย่างเต็มที่ในการแสดงศักยภาพที่แท้จริง
ไมเคิ่ล คาร์ริค อาจมอบโอกาสครั้งสำคัญให้ เมาท์ ได้พิสูจน์ตัวเองที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด อีกครั้ง แต่สุดท้ายแล้ว เขาจะก้าวขึ้นมาเป็นกองกลางที่คุ้มค่ากับค่าตัวมหาศาลที่ "ผีแดง" จ่ายไป หรือจะยิ่งตอกย้ำว่าการย้ายทีมครั้งนี้คือความผิดพลาดกันแน่?
อาจเป็นเรื่องง่ายที่หลายคนจะลืมไปว่า เมสัน เมาท์ เคยได้รับการยกย่องมากเพียงใดก่อนย้ายมาอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด
ช่วงระหว่างปี 2019–2022 เขาคือหนึ่งในผู้เล่นคนสำคัญที่สุดของ เชลซี ภายใต้การคุมทีมของ แฟร้งค์ แลมพาร์ด และ โธมัส ทูเคิ่ล โดยพัฒนาตัวเองจนกลายเป็นหนึ่งในกองกลางที่ครบเครื่องที่สุดของพรีเมียร์ลีก
เมาท์ มีจุดเด่นทั้งด้านการสร้างสรรค์เกม ความขยัน และพลังงานในการเล่น เขาไล่เพรสซิ่งคู่แข่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ วิ่งทำงานหนักตลอดทั้งเกม และสามารถเล่นได้หลากหลายบทบาท ไม่ว่าจะเป็นมิดฟิลด์ตัวรุก, กองกลางบ็อกซ์ทูบ็อกซ์, ปีก หรือแม้แต่กองหน้าตัวหลอกหรือฟอลส์ไนน์ ที่สำคัญ เขายังมีส่วนร่วมกับการทำประตูและแอสซิสต์อย่างสม่ำเสมอ
ในช่วงพีคกับ "สิงห์บลูส์" เมาท์ ทำสถิติการมีส่วนร่วมกับประตูเป็นเลขสองหลักแทบทุกฤดูกาล จนได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในกองกลางชาวอังกฤษที่สร้างผลงานเกมรุกได้ดีที่สุด แต่คุณค่าของเขาไม่ได้วัดกันแค่ตัวเลขเท่านั้น
ผู้จัดการทีมหลายคนไว้วางใจ เมาท์ เพราะเขาเข้าใจแท็กติกเป็นอย่างดี ปฏิบัติตามแผนการเล่นอย่างเคร่งครัด และทุ่มเทเต็มร้อยทุกครั้งที่ลงสนาม
นั่นคือคุณสมบัติที่ เอริก เทน ฮาก ต้องการนำมาสู่ แมนฯ ยูไนเต็ด หลังสโมสรเริ่มต้นยุคใหม่ โดยเมาท์ถูกคาดหวังว่าจะเป็นหนึ่งในแกนหลักของทีมชุดใหม่ที่อายุน้อย และเต็มไปด้วยพลัง
แต่ท้ายที่สุด ทุกอย่างกลับไม่เป็นไปตามแผนแทบทั้งหมด
สิ่งที่สร้างความประหลาดใจที่สุดไม่ใช่ฟอร์มการเล่นของ เมาท์ แต่เป็นการที่เขาไม่สามารถรักษาความฟิตและลงสนามได้อย่างต่อเนื่อง
ตลอดช่วงเวลาที่อยู่ในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ เมาท์ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักเตะที่มีสภาพร่างกายแข็งแกร่งและแทบไม่เจ็บหนัก เขาลงเล่นมากกว่า 50 นัดต่อฤดูกาล เป็นประจำ ติดทีมชาติอังกฤษลุยทัวร์นาเมนต์ใหญ่หลายรายการ และแทบไม่เคยประสบปัญหาบาดเจ็บกล้ามเนื้อจนต้องพักยาว
แต่ภาพลักษณ์ดังกล่าวหายไปแทบจะทันทีหลังย้ายมายังถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ฤดูกาลแรกของเขาโดนอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อหลังต้นขาเล่นงานซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากนั้นก็เป็นอาการบาดเจ็บน่อง ก่อนจะตามมาด้วยปัญหากล้ามเนื้อในจุดต่าง ๆ ทุกครั้งที่กลับมาลงสนามได้ ก็ต้องพักรักษาตัวอีกครั้งในเวลาไม่นาน
แทนที่จะได้สร้างความต่อเนื่องในเกมการแข่งขัน เขากลับต้องใช้เวลาหลายเดือนเพื่อเรียกความฟิตอยู่ตลอด ตลอด 3 ฤดูกาลแรก กับ "ปีศาจแดง" เมาท์ พลาดการลงสนามเพราะอาการบาดเจ็บรวม 70 นัด และใช้เวลาพักรักษาตัวรวมเกือบ 400 วัน
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนเรื่องราวได้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น
นักฟุตบอลอาชีพมักพูดตรงกันว่า "จังหวะการเล่น" คือหัวใจสำคัญของการทำผลงาน ผู้เล่นที่เพิ่งหายเจ็บกลับมาหลังพักไปสองเดือน ย่อมไม่สามารถเรียกฟอร์มเก่งได้ทันที เขาต้องการเวลาในการลงสนาม ความมั่นใจ และความเข้าใจกับเพื่อนร่วมทีม
ส่วนกรณีของ เมาท์ ไม่เคยได้รับโอกาสลงเล่นต่อเนื่องมากพอที่จะสร้างองค์ประกอบเหล่านั้น ทุกครั้งที่เริ่มทำผลงานได้ดี ก็มักตามมาด้วยการกลับเข้าสู่โปรแกรมฟื้นฟูร่างกายอีกครั้ง เมื่อวงจรเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ปัญหาจึงไม่ได้ส่งผลแค่ต่อสภาพร่างกาย แต่ยังกระทบต่อสภาพจิตใจด้วย
เมื่อแฟนบอลได้เห็นเขาลงสนามเพียงเป็นช่วงสั้น ๆ ทุก ๆ หลายเดือน ความคาดหวังก็ยิ่งสูงขึ้น ทุกการลงเล่นกลายเป็นบททดสอบ ทุกการจ่ายบอลพลาดถูกนำมาใช้เป็นหลักฐานยืนยันว่าดีลนี้ล้มเหลว
ดังนั้นจึงมีนักเตะเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถโชว์ฟอร์มได้ดีภายใต้แรงกดดันในลักษณะนี้
อาการบาดเจ็บอธิบายถึงปัญหาของ เมาท์ กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้เป็นส่วนใหญ่ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะแม้ในช่วงที่เขาฟิตสมบูรณ์ ทีมก็ยังหาตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุดให้กับเขาไม่ได้ และบทบาทของ เมาท์ กลายเป็นหนึ่งในโจทย์แท็กติกที่ใหญ่ที่สุดในยุคของ เทน ฮาก
แนวคิดดั้งเดิมในการเซ็นสัญญากับ เมาท์ ถือว่าสมเหตุสมผล เทน ฮาก ต้องการให้เขาลงเล่นในบทบาทมิดฟิลด์หมายเลข 8 ที่เติมเกมสูง เคียงข้าง บรูโน่ แฟร์นันด์ส เพื่อเพิ่มพลังงาน การไล่เพรสซิ่ง และความสร้างสรรค์ให้กับแดนกลาง
บนหน้ากระดาษ การจับคู่ของทั้งสองดูน่าตื่นเต้น เพราะต่างเป็นนักเตะที่มีคุณภาพ สามารถสร้างสรรค์โอกาสและสนับสนุนเกมรุกได้ดี แต่เมื่อถึงเวลาลงสนามจริง ทุกอย่างกลับไม่เป็นไปตามแผน
เมาท์ และ แฟร์นันด์ส มักเคลื่อนที่เข้าหาพื้นที่เดียวกัน ต่างฝ่ายต่างต้องการรับบอลและมีบทบาทในการสร้างเกมรุก อีกทั้งไม่มีใครเป็นมิดฟิลด์ตัวรับโดยธรรมชาติ ส่งผลให้ แมนฯ ยูฯ ขาดความสมดุลทันทีเมื่อเสียการครองบอล
ปัญหานี้เห็นได้ชัดในจังหวะเปลี่ยนจากรุกเป็นรับ เมื่อคู่แข่งสามารถเจาะพื้นที่ระหว่างแดนกลางกับแนวรับของ แมนฯ ยูฯ ได้บ่อยครั้ง ขณะที่มิดฟิลด์ตัวรับต้องรับภาระปิดพื้นที่เพียงลำพัง และต้องวิ่งไล่ครอบคลุมพื้นที่กว้างเกินไป
ผลลัพธ์คือ เมาท์ไม่สามารถแสดงศักยภาพที่เคยทำให้เขาเป็นผู้เล่นคนสำคัญของเชลซีได้อย่างเต็มที่ แทนที่จะได้รับบทบาทที่เน้นจุดเด่นของเขา ทั้งการไล่เพรส การเคลื่อนที่หาพื้นที่ และการเล่นบอลจังหวะเดียวอย่างรวดเร็ว เขากลับต้องเล่นในระบบที่ไม่เอื้อต่อคุณสมบัติเหล่านั้น
ดังนั้น ปัญหาของ เมาท์ จึงไม่ได้เกิดจากฟอร์มส่วนตัวเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นผลจากระบบการเล่นและแท็กติกที่ไม่สามารถดึงศักยภาพที่ดีที่สุดของเขาออกมาได้
สถานการณ์ของ เมาท์ ยิ่งซับซ้อนมากขึ้น เมื่อ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีการเปลี่ยนแปลงผู้จัดการทีมและแนวทางการเล่นอยู่หลายครั้ง
แทนที่เขาจะได้รับบทบาทที่ชัดเจน พร้อมเวลาเพียงพอในการปรับตัว เมาท์ กลับต้องเปลี่ยนไปเล่นในหลายระบบและรับหน้าที่ที่แตกต่างกันอยู่เสมอ ทำให้ยากต่อการสร้างความมั่นใจและรักษาฟอร์มการเล่นให้สม่ำเสมอ
ผู้จัดการทีมแต่ละคนต่างมีมุมมองไม่เหมือนกันเกี่ยวกับวิธีใช้งาน เมาท์ ช่วงหนึ่งเขาถูกวางเป็นมิดฟิลด์ตัวรุก อีกช่วงถูกขยับไปเล่นริมเส้นฝั่งซ้าย บางครั้งรับบทกองหน้าตัวต่ำ และบางนัดก็ถอยลงมาเล่นเป็นมิดฟิลด์ตัวกลางที่ยืนลึกกว่าเดิม
แม้ความสามารถในการเล่นได้หลายตำแหน่งจะเคยถูกมองว่าเป็นจุดแข็งสำคัญของเขา แต่ท้ายที่สุดกลับกลายเป็นข้อเสีย เพราะ เมาท์ ไม่เคยมีโอกาสยึดตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งเป็นของตัวเองอย่างแท้จริง
สำหรับกองกลางระดับท็อป "ความต่อเนื่อง" มีความสำคัญไม่แพ้พรสวรรค์ นักเตะชั้นนำส่วนใหญ่มักเริ่มจากการเชี่ยวชาญในบทบาทหลักของตัวเอง ก่อนค่อยต่อยอดทักษะและรับผิดชอบหน้าที่อื่นเพิ่มเติม แต่เส้นทางของ เมาท์ ที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ดกลับตรงกันข้าม
ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา เขาต้องปรับตัวเข้ากับตำแหน่งใหม่ ระบบการเล่นใหม่ และเพื่อนร่วมทีมชุดใหม่อยู่ตลอด โดยแทบไม่เคยได้รับโอกาสลงเล่นในบทบาทเดิมต่อเนื่องนานพอที่จะสร้างความคุ้นเคย
ฟุตบอลระดับสูงดำเนินไปด้วยความเร็วสูง นักเตะจำเป็นต้องสร้างความคุ้นชินและความเข้าใจร่วมกับเพื่อนร่วมทีม เพื่อให้การเล่นเป็นไปอย่างอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นการรู้ว่าควรเคลื่อนที่ไปตรงไหน เมื่อไรควรไล่เพรส หรือควรเลือกจ่ายบอลแบบใด
สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้จากการลงเล่นในบทบาทเดิมอย่างต่อเนื่อง และทำให้นักเตะเข้าใจเกม รวมทั้งแท็กติกของกุนซือ แต่หากไม่ได้รับโอกาสลงสนามอย่างต่อเนื่อง เรื่องเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ยากมาก
เมื่ออาการบาดเจ็บและการโยกเปลี่ยนตำแหน่งเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมาท์ จึงไม่เคยมีโอกาสสร้างทั้งความลงตัวกับเพื่อนร่วมทีมและความมั่นใจในเกมของตัวเองได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่กองกลางระดับแถวหน้าทุกคนต้องมี
การเข้ามาคุมทีมของ คาร์ริค อาจมอบโอกาสครั้งสำคัญที่สุดในอาชีพของ เมาท์ กับ แมนฯ ยูไนเต็ด
คำถามที่เมื่อไม่กี่เดือนก่อนอาจฟังดูเป็นไปไม่ได้ กำลังกลายเป็นประเด็นที่น่าคิดมากขึ้นเรื่อย ๆ นั่นคือ หาก เมาท์ สามารถกลับมาเป็นนักเตะในแบบที่สโมสรคาดหวังไว้ตั้งแต่แรก แมนฯ ยูฯ ยังจำเป็นต้องมองหากองกลางคนใหม่อีกหรือไม่
แน่นอนว่า ไม่ควรรีบด่วนสรุปจากผลงานในช่วงปรีซีซั่น เพราะเกมอุ่นเครื่องมักสร้างภาพลวงตาได้เสมอ แฟนบอลผีแดงก็เคยเห็นนักเตะหลายคนโชว์ฟอร์มโดดเด่นในช่วงซัมเมอร์ ก่อนจะทำผลงานไม่ออกเมื่อฤดูกาลจริงเริ่มต้น
อย่างไรก็ตาม ปรีซีซั่นก็ยังเป็นช่วงเวลาที่สะท้อนแนวคิดและแผนการทำทีมของผู้จัดการทีมได้เป็นอย่างดี โดย เมาท์ เป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ทำผลงานโดดเด่นที่สุดของ "เร้ดส์ เดวิลส์" ในช่วงทัวร์ปรีซีซั่น โดยได้ออกสตาร์ตเป็นตัวจริงทุกนัดในเกมพบ เร็กซ์แฮม, โรเซนบอร์ก และ แอตเลติโก มาดริด
สิ่งสำคัญยิ่งกว่าฟอร์มการเล่น คือ บทบาทของเขาที่เปลี่ยนไป แทนที่จะถูกจับไปยืนสูงใกล้กับกัปตันบรูโน่ เหมือนในอดีต เมาท์ถูกใช้งานในตำแหน่งมิดฟิลด์หมายเลข 8 ที่ยืนต่ำลงในแดนกลาง
ตำแหน่งนี้เหมาะกับจุดเด่นของเขามากกว่า เพราะเปิดโอกาสให้ เมาท์ ใช้ความสามารถในการพาบอลขึ้นเกม หาพื้นที่รับบอลท่ามกลางแรงกดดัน รักษาการครองบอล และใช้พละกำลังในการไล่เพรสซิ่งคู่แข่ง
แทนที่จะถูกคาดหวังให้เป็นคนจ่ายบอลจังหวะสุดท้าย เขาสามารถสร้างอิทธิพลต่อเกมด้วยการเป็นตัวเชื่อมระหว่างแนวรับกับแนวรุก ซึ่งเป็นบทบาทที่เข้ากับสไตล์การเล่นของเขามากกว่า
นอกจากนี้ ตำแหน่งดังกล่าวก็ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับเมาท์ เพราะก่อนหน้านี้เขาเคยเล่นเป็นมิดฟิลด์หมายเลข 8 มาแล้วในช่วงหนึ่งของอาชีพค้าแข้ง และ คาร์ริค เองก็เคยไว้วางใจให้เขารับบทบาทแบบนี้มาแล้ว
ผลงานของ เมาท์ ในการจับคู่กับ ค็อบบี้ เมนู ในเกมพบ ไบรท์ตัน ช่วงท้ายฤดูกาลที่ผ่านมา ยังแสดงให้เห็นว่า แมนฯ ยูฯ อาจสร้างแดนกลางที่ขับเคลื่อนด้วยคุณภาพด้านเทคนิค การเคลื่อนที่ และความเข้าใจเกม มากกว่าการพึ่งพาพละกำลังเพียงอย่างเดียว
แน่นอนว่า คำถามสำคัญที่สุดยังคงเหมือนเดิม นั่นคือ เมาท์ จะรักษาความฟิตและหลีกเลี่ยงอาการบาดเจ็บได้หรือไม่?
นับตั้งแต่ย้ายมาอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด เขาพลาดการลงสนามไปแล้วถึง 70 นัด จากปัญหาอาการบาดเจ็บ ส่งผลให้ไม่เคยมีโอกาสสร้างความต่อเนื่องทั้งในเรื่องฟอร์มการเล่นและบทบาทในทีมได้อย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่า คาร์ริค จะค้นพบบทบาทที่สามารถดึงศักยภาพที่ดีที่สุดของ เมาท์ ออกมาได้แล้ว
หากเขาสามารถรักษาความฟิตและลงสนามได้อย่างต่อเนื่อง กองกลางวัย 27 ปี อาจพิสูจน์ได้ในที่สุดว่าเหตุใด แมนฯ ยูฯ จึงยอมทุ่มเงิน 60 ล้านปอนด์ คว้าตัวเขามาร่วมทีม และอาจแสดงให้เห็นว่า คำตอบของปัญหาในแดนกลางที่สโมสรตามหามาตลอดนั้น แท้จริงแล้วอยู่ภายในขุมกำลังของทีมมาตั้งแต่แรกแล้ว