วิเคราะห์ความร้อนแรงของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หลัง 3 ประสาน เอ็มเบอโม่, คุนญ่า และเชชโก้ ระเบิดฟอร์มยิงรวม 32 ประตูในพรีเมียร์ลีก พร้อมได้ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ร่างทองคอยป้อนกระสุนพาทีมจบอันดับ 3 บอร์ดมั่นใจฤดูกาลหน้ามีลุ้นแชมป์เต็มตัว
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำผลงานได้น่าสนใจมากๆ โดยเฉพาะในตำแหน่งแนวรุก เพราะฤดูกาลนี้ ไบรอัน เอ็มเบอโม่ (11 ประตู), มาเตอุส คุนญ่า (10 ประตู) และ เบนยามิน เชชโก้ (11 ประตู) สามารถยิงประตูในพรีเมียร์ลีกรวมกัน 32 ลูก ทั้งๆ ที่พวกเขาทั้งสามคนไม่ได้ลงเล่นร่วมกันจนกระทั่งเดือนสิงหาคมด้วยซ้ำ
สิ่งนี้เป็นการส่งสัญญาณอะไรบางอย่างต่ออนาคตของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หรือเปล่า?
ทั้งสามคนทำผลงานได้อย่างโดดเด่นในฤดูกาลที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายเรื่องกุนซือ โดย รูเบน อโมริม ถูกปลดในเดือนมกราคม และ ไมเคิ่ล คาร์ริค เข้ามารับหน้าที่คุมทีมต่อในครึ่งหลังของฤดูกาล รวมทั้งเป็นซีซั่นที่ไม่มีฟุตบอลถ้วยยุโรป และเป็นทีมที่ยังเพิ่งฟื้นตัวจากการจบอันดับ 15 เมื่อซีซั่นก่อน
การสร้างแนวรุกใหม่ของ แมนฯ ยูไนเต็ด ประสบความสำเร็จ ต้องยกเครดิตให้กับการเสริมทัพและการวางแผนตั้งแต่ฤดูกาลก่อน แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ “ต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร” และแนวรุกชุดนี้จะสามารถเป็นรากฐานไปสู่ความทะเยอทะยานที่ใหญ่กว่าอันดับ 3 และการกลับไปเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้หรือไม่
อาร์เซน่อล คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้ ซึ่งเป็นแชมป์ลีกครั้งแรกในรอบ 22 ปี และสมควรได้รับคำชมจากความพยายามและความสม่ำเสมอ แต่ก็ยากจะบอกว่านี่คือทีมแชมป์ที่ยอดเยี่ยมจนทุกคนต้องซูฮก
ทีมของกุนซือ มิเกล อาร์เตต้า เน้นประสิทธิภาพมากกว่าความตื่นเต้น ใช้รูปแบบการเล่นที่พึ่งพาลูกตั้งเตะและความแข็งแกร่งเกมรับเป็นหลัก เป็นโมเดลที่สามารถวิเคราะห์และหาทางรับมือได้ และถ้า แมนฯ ยูฯ วางแผนได้ดี ทัพ "ปืนใหญ่" ก็แทบไร้พิษสงซึ่ง "ผีแดง" ก็แสดงให้เห็นมาแล้ว
ในขณะเดียวกัน คู่แข่งสำคัญเกือบทั้งหมดกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ลิเวอร์พูล จากแชมป์กลายเป็นอันดับ 5 ภายในเวลา 12 เดือน แฟนบอลเริ่มไม่พอใจกับ อาร์เน่อ สล็อต แถมทีมยังเสียแกนหลักอย่าง โม ซาลาห์ และ แอนดี้ โรเบิร์ตสัน หลังจบซีซั่นด้วย
แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กำลังเผชิญความท้าทายที่ แมนฯ ยูฯ คุ้นเคยเป็นอย่างดี นั่นคือการหาผู้จัดการทีมคนใหม่แทนตำนานอย่าง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า หลังจากคุมทีมยาว 10 ปีและคว้า 20 โทรฟี่ การเปลี่ยนแปลงนี้ทิ้งช่องว่างทั้งด้านแท็กติกและวัฒนธรรม ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครจะเข้ามาแทนได้ทันที ไม่ว่าจะเก่งแค่ไหนก็ตาม
ส่วน เชลซี แต่งตั้งผู้จัดการทีมถาวรเป็นคนที่ 5 ในรอบ 4 ปี ภายใต้กลุ่มทุน บลูโค (BlueCo) ซึ่งงานนี้ ชาบี อลอนโซ่ คงต้องใช้เวลาในการรื้อทีม และสร้างทีมขึ้นใหม่ ดังนั้นคงเป็นเรื่องยากที่พวกเขาจะก้าวขึ้นมาลุ้นแชมป์ในฤดูกาลหน้า
สิ่งที่ทำให้การเสริมทัพช่วงซัมเมอร์ของกลุ่มทุน อินิออส ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่แค่การที่กองหน้าทั้งสามคนยิงประตูได้ แต่คือพวกเขยิงได้ในช่วงเวลาที่ต่างกัน ด้วยวิธีที่ต่างกัน และจากตำแหน่งที่ต่างกัน แนวรุกของ "ผีแดง" เครื่องไม่สะดุด เพราะอย่างน้อยจะมีหนึ่งในสามคนที่โชว์ฟอร์มร้อนแรงอยู่เสมอ และเหตุผลง่ายๆ ก็คือพวกเขาเป็นนักเตะที่แตกต่างกัน
สำหรับ เอ็มเบอโม่ เป็นคนแรกที่ปรับตัวเข้าทีมได้เร็ว เขายิงได้ 8 ประตูในทุกรายการก่อนที่ อโมริม จะถูกปลด และการเล่นตำแหน่งปีกขวาช่วยให้ แมนฯ ยูฯ เติมเต็มสิ่งที่ขาดหายมานาน นั่นคือปีกที่สามารถรับบอล พาบอลลากจี้กองหลัง และสร้างอันตรายได้ทันทีโดยไม่ต้องแตะบอลหลายจังหวะ
ดาวเตะทีมชาติแคเมอรูน ไม่ใช่นักเตะที่หวือหวา แต่เป็นคนที่มีประสิทธิภาพ และฉลาดในการเคลื่อนที่ เขารู้ว่าเมื่อไหร่ควรขยับออกไปทางกว้าง เมื่อไหร่ควรเลี้ยงตัดเข้าใน และทำทั้งสองอย่างได้อย่างเป็นธรรมชาติ ดังนั้นผลงาน 11 ประตูในพรีเมียร์ลีกถือว่ายอดเยี่ยมมาก สไตล์อาจไม่หวือหวาแต่มีประสิทธิภาพ
ขณะที่ คุนญ่า ตรงข้ามกับ เอ็มเบอโม่ เพราะเป็นนักเตะที่คาดเดาไม่ได้ มีทักษะสูง กล้าเล่นกล้าลองทำสิ่งใหม่ๆ ซึ่งนี่คือจุดเด่นที่ทำให้เขาสามารถสร้างปัญหาให้กับกองหลังคู่แข่งอย่างมาก ที่สำคัญนักเตะไม่ได้มีแค่ความหวือหวา เขายังถอยลงมาต่ำ เชื่อมเกมระหว่างกองกลางและกองหน้า และช่วยเปิดพื้นที่ให้ เชชโก้ กับ เอ็มเบอโม่ ด้วย
สตาร์ทีมชาติบราซิล คือตัวเชื่อมเกมรุก เป็นผู้เล่นที่สามารถทำในสิ่งที่คาดไม่ถึง ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ คุนญ่า จะกลายเป็นขวัญใจสาวก "เร้ดส์ อาร์มี่" อย่างรวดเร็วที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด
ตบท้ายด้วย เชชโก้ แม้ช่วงแรกผลงานจะไม่เด่น และต้องใช้เวลาปรับตัวนานพอสมควรโดยต้องลงเล่นเป็นตัวสำรองเป็นส่วนใหญ่ แต่ในยุค คาร์ริค นักเตะยกระดับฝีเท้าขึ้นมาอย่างชัดเจน การตะบัน 7 ประตูจาก 8 เกมในครึ่งซีซั่นหลัง และการยิงประตูสำคัญช่วงท้ายเกมของเขา แสดงให้เห็นว่าดาวเตะวัย 22 ปีมีความนิ่งเกินวัยจริงๆ
แม้จะมีร่างกายสูงโปร่ง 195 เซนติเมตร แต่มีความแข็งแกร่ง และเทคนิคที่ยอดเยี่ยม ไม่เพียงแค่เรื่องการพักบอลและเชื่อมเกมเท่านั้น แต่ยังสามารถพลิกตัวและจบสกอร์ได้อย่างเฉียบคม รวมทั้งเล่นลูกกลางอากาศได้ดีมาก ทำให้เกมรุกของ แมนฯ ยูฯ มีมิติมากขึ้น
บรูโน่ แฟร์นันด์ส ปิดฤดูกาลพรีเมียร์ลีกด้วยจำนวน 21 แอสซิสต์ ทำลายสถิติแอสซิสต์สูงสุดในลีกต่อหนึ่งฤดูกาลตลอดกาล ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นสถิติร่วมของ เธียร์รี่ อองรี และ เควิน เดอ บรอยน์ นอกจากนี้ เขายังสร้างโอกาสทำประตูในลีกได้ถึง 133 ครั้ง มากกว่าลำดับที่สองอย่าง โดมินิค โซโบซไล ถึง 58 ครั้ง (โซโบ ทำได้ 75 ครั้ง)
ตัวเลขเหล่านี้เป็นผลงานส่วนบุคคลที่ยอดเยี่ยม แต่สิ่งที่มันสะท้อนจริงๆ คือประสิทธิภาพเกมรุกของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ดีขึ้นอย่างมาก ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แฟร์นันด์ส เป็นทั้งผู้สร้างสรรค์เกมและจอมจบสกอร์ พูดง่ายๆ ก็คือเป็นคนที่ต้องสร้างโอกาสทุกอย่างด้วยตัวเอง และยังต้องคอยจบสกอร์เองด้วย
สำหรับในฤดูกาลนี้ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ย้ายมาอยู่ที่ "ผีแดง" ที่ กัปตันบรูโน่ มีกองหน้าซึ่งสามารถเปลี่ยนโอกาสที่เขาสร้างให้กลายเป็นประตูได้ในอัตราที่สอดคล้องกับผลงานที่จอมทัพชาวโปรตุกีสสร้างขึ้น
ทั้ง เชชโก้ และ คุนญ่า ทำผลงานได้ดีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งบ่งชี้ว่าพวกเขาไม่ได้แค่รอรับบอลง่ายๆ เพื่อจบสกอร์เท่านั้น แต่ แฟร์นันด์ส สามารถจ่ายบอลให้พวกเขาในพื้นที่อันตราย และพวกเขาก็จบสกอร์ได้เฉียบคม นั่นคือสัญญาณของความสัมพันธ์เชิงเกมรุกที่มีประสิทธิภาพและเกื้อหนุนกันทั้งสองฝ่าย
สิ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์นี้มีความยั่งยืน คือธรรมชาติของการเล่นของ แฟร์นันด์ส ซึ่งสไตล์ของเขาไม่ได้พึ่งพาความเร็วหรือพละกำลัง หากเน้นเรื่องวิสัยทัศน์ การยืนตำแหน่ง และความฉลาดในการหาพื้นที่ว่างตลอด 90 นาที ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้ไม่ได้เสื่อมถอยลงอย่างรวดเร็วแม้จะอายุ 31 ปีแล้วก็ตาม
ลูก้า โมดริช, อันเดรส อิเนียสต้า และ โทนี่ โครส ต่างก็เคยแสดงให้เห็นแล้วว่า กองกลางที่เล่นด้วยความฉลาดมากกว่าคุณลักษณะทางกายภาพ สามารถรักษาระดับการเล่นในระดับสูงได้แม้จะอายุเข้าสู่ช่วงสามสิบกลางๆ แล้วก็ตาม
แฟร์นันด์ส น่าจะยังมีช่วงพีคอย่างน้อยอีก 2-3 ปี และความเข้าใจที่เขากำลังสร้างร่วมกับแนวรุกชุดนี้เพิ่งเริ่มต้นมาได้เพียง 12 เดือนเท่านั้น ความสัมพันธ์นี้จะยิ่งแน่นแฟ้นขึ้นอีกหลังจากได้ผ่านช่วงปรีซีซั่นและเล่นร่วมกันเต็มฤดูกาล