ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ กำลังจะกลับมา ลิเวอร์พูล หลังหมดสัญญายืมตัวกับ แอสตัน วิลล่า แต่ปัญหาคือ ไม่มีใครรู้ว่าการกลับมาครั้งนี้มีความหมายอย่างไรต่ออนาคตของเขา
คืนวันศุกร์นี้ เขาจะได้แค่นั่งดูอยู่ข้างสนาม ในเกมที่ แอสตัน วิลล่า เปิด วิลล่า พาร์ค รับมือ ลิเวอร์พูล
ซึ่งทั้งสองทีม ไม่มีทีมไหนเลยที่มองว่าเขาดีพอสำหรับการเป็นตัวเลือกทีมชุดใหญ่
นี่คือภาพสะท้อนของฤดูกาลที่ล้มเหลวอย่างชัดเจน
เอลเลียตต์ ลงเล่นให้ วิลล่า ไปเพียง 277 นาทีตลอดทั้งฤดูกาล
เขาลงสนามรวมแค่ 9 นัดในทุกรายการ และเป็นตัวจริง พรีเมียร์ลีก เพียงนัดเดียว
ครั้งสุดท้ายที่ เอลเลียตต์ ได้ลงเล่นคือเกมยูโรปา ลีก กับ ลีลล์ เมื่อวันที่ 19 มีนาคมกับบทบาทตัวสำรองนาที 84
หลังจากนั้น เขาหายไปจากทีม
…
ความจริงคือ แอสตัน วิลล่า หมดความเชื่อมั่นในตัวเขาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนแล้ว
สาเหตุสำคัญคือเงื่อนไขในสัญญายืมตัว
หาก เอลเลียตต์ ลงเล่นพรีเมียร์ลีกครบ 10 นัด วิลล่า จะถูกบังคับซื้อขาดทันทีด้วยค่าตัว 35 ล้านปอนด์
สุดท้าย วิลล่า เลือกเลี่ยงเงื่อนไขนั้น พวกเขาค่อย ๆ ถอด เอลเลียตต์ ออกจากทีม และปล่อยให้ฤดูกาลของนักเตะวัย 23 ปี ค่อย ๆ หายไปต่อหน้าต่อตา
นี่คือสิ่งที่น่าเจ็บที่สุด
เพราะตอนที่ เอลเลียตต์ ย้ายออกจาก ลิเวอร์พูล เมื่อซัมเมอร์ก่อน เขาไม่ได้ย้ายออกไปเพราะหมดอนาคตเลย
เขาย้ายออกไปเพื่อลงเล่น
เขาเพิ่งพา ทีมชาติอังกฤษ U21 คว้าแชมป์ยุโรป
เขาเชื่อว่าฤดูกาลนี้จะเป็นปีสำคัญในการลุ้นติดทีมชาติอังกฤษชุดฟุตบอลโลก
เขารู้ว่าหลัง ลิเวอร์พูล เซ็น ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ โอกาสลงสนามจะยิ่งน้อยลงจึงเลือกออกไปหาพื้นที่ของตัวเอง
แล้วท้ายที่สุด ปัญหาคือ เขาเลือกผิดที่
อูไน เอเมรี่ ตัดสินใจเร็วมากว่า เอลเลียตต์ ไม่ใช่นักเตะที่เหมาะกับระบบของตัวเอง
กุนซือสแปนิช มองว่า เอลเลียตต์ ไม่สามารถตอบโจทย์ทางแท็กติกได้ และไม่ไว้ใจให้ทำหน้าที่ตามแผนการเล่นของทีม
หลังจากนั้น เขาถูกถอดชื่อออกจากทีมทันที
และสิ่งที่น่าเห็นใจคือ ลิเวอร์พูล เองก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้
เรื่องรายละเอียดสัญญายืมตัว ไม่มีเงื่อนไขเรียกกลับกลางฤดูกาล
หากจะยกเลิกสัญญา วิลล่า ต้องยอมจ่ายค่าชดเชย ซึ่งพวกเขาไม่สนใจทำแบบนั้น
ลิเวอร์พูล ก็ไม่อยากช่วยคู่แข่งโดยตรงในการลุ้นพื้นที่แชมเปียนส์ ลีก สุดท้าย เอลเลียตต์ กลายเป็นคนที่ติดอยู่กลางบ่วงที่ตัวเขาทำอะไรไม่ได้
ย้ายก็ไม่ได้ กลับก็ไม่ได้ เล่นก็ไม่ได้เล่น
เขาเคยหวังจะกลับ ลิเวอร์พูล ตั้งแต่ตลาดหน้าหนาว อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างเงียบลง
เขาปฏิเสธโอกาสย้ายไป ชาร์ล็อตต์ เอฟซี ใน เมเจอร์ลีก ซ็อคเกอร์ สหรัฐอเมริกา และใช้เวลาหลายเดือนที่ผ่านมาไปกับการเป็นนักเตะที่ซ้อมทุกวัน แต่ไม่มีโอกาสลงสนาม
สิ่งเดียวที่ยังไม่มีใครตั้งคำถามคือทัศนคติของ เอลเลียตต์
คนในสโมสรพูดตรงกันว่า เอลเลียตต์ ยังซ้อมหนัก ยังเป็นคนสุภาพ และยังรักษาความเป็นมืออาชีพเหมือนเดิม
เพื่อนร่วมทีมหลายคนที่ วิลล่า ยังรู้สึกเห็นใจ และเชื่อว่าเขาดีพอจะกลับมาได้ ถ้าอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
อาร์เน่อ เองก็ยอมรับตรง ๆ ว่าสถานการณ์นี้น่าเสียดาย
เขาบอกว่า นักเตะแบบ เอลเลียตต์ ควรได้ลงเล่นมากกว่านี้ โดยเฉพาะหลังจากทำผลงานได้ดีในระดับ U21
…
ตอนนี้ ลิเวอร์พูล กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านแนวรุก
โมฮาเหม็ด ซาลาห์ กำลังจะอำลา
อนาคตของ เคอร์ติส โจนส์ ยังไม่แน่นอน
ขณะเดียวกัน ทีมก็มี ฟลอเรียน เวียร์ตซ์, โดมินิก โซโบซไล, ไรอัน กราเฟนแบร์ก รวมถึงนักเตะใหม่ที่อาจเข้ามาอีก
เอลเลียตต์ อาจช่วยเรื่องโควตาโฮมโกรวน์ได้
แล้วถ้าพูดกันตรง ๆ ปัญหาของ ลิเวอร์พูล ตอนนี้ไม่ใช่เรื่องโฮมโกรวน์
ปัญหาคือพวกเขายังไม่แน่ใจว่า เอลเลียตต์ จะไปอยู่ตรงไหนในทีมชุดนี้
เขาเป็นเบอร์ 10 ? เป็นปีกขวา ? หรือเป็นแค่นักเตะที่ลงมาเปลี่ยนเกมช่วงท้าย
เวลาผ่านมา 6 ปีแล้ว คำถามนี้ยังไม่มีคำตอบชัดเจน และสำหรับนักฟุตบอลวัย 23 ปี เวลาคือสิ่งสำคัญที่สุด
อีกหนึ่งฤดูกาลแบบนี้จะอันตรายมาก เพราะต่อให้พรสวรรค์ยังอยู่ แต่ถ้าไม่มีเกม ไม่มีจังหวะ ไม่มีความต่อเนื่อง นักเตะก็หยุดพัฒนา
ตอนนี้ ลิเวอร์พูล เองก็อยู่ในจุดที่ต้องตัดสินใจ
หากจะขาย พวกเขาต้องยอมรับว่ามูลค่าของ เอลเลียตต์ ลดลงจากเดิม
ถึงอย่างนั้น ลิเวอร์พูล ยังเชื่อว่าจะได้เงินก้อนสำคัญกลับมา เพราะอายุ ศักยภาพ และโปรไฟล์ของ เอลเลียตต์ ยังดีอยู่
สิ่งที่ช่วยปกป้องชื่อเสียงของ เอลเลียตต์ คือหลายคนมองว่าเขาไม่เคยได้รับโอกาสจริง ๆ ที่ วิลล่า
เขาไม่ได้ล้มเหลวจากการลงเล่นต่อเนื่องแล้วทำผลงานไม่ได้ เพราะแทบไม่ได้เล่นเลยต่างหาก
สุดท้ายแล้ว เรื่องนี้อาจไม่มีตัวร้ายชัดเจน
วิลล่า ปกป้องผลประโยชน์ตัวเอง ลิเวอร์พูล พยายามจัดการขุมกำลังในทีม
เอเมรี่ เลือกนักเตะที่เหมาะกับระบบ แต่คนที่เสียเวลาชีวิตไปเต็ม ๆ คือ เอลเลียตต์
เด็กที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นอนาคตของ ลิเวอร์พูล
วันนี้เขาแค่กำลังรอพื้นที่ให้ตัวเองได้เล่นฟุตบอลอีกครั้ง
และถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ พื้นที่นั้นคงไม่ใช่ที่ แอนฟิลด์ อีกแล้ว
-HOSSALONSO-