พรีเมียร์ลีกอังกฤษมี 9 จาก 20 ทีมที่เปลี่ยนโค้ช/ผู้จัดการทีมก่อนเข้าสู่ฤดูกาล 2026/27
กัลโช่ เซเรีย อา แห่งอิตาลีก็เช่นกัน จากทั้งหมด 20 ทีม มีถึง 9 สโมสรที่เปลี่ยนกุนซือช่วงปิดฤดูกาล แถมความเฮี้ยนยังรุนแรงกว่าพรีเมียร์ลีกเสียอีกเมื่อเปิดฤดูกาลไปได้แค่เดือนเดียว ฟิออเรนติน่า กับ โบโลญญ่า ก็ตะเพิดคนที่ตัวเองเพิ่งจะตั้งขึ้นมาสด ๆ ร้อน ๆ ในช่วงซัมเมอร์พ้นตำแหน่ง
ลา ลีกา สเปน เปลี่ยน 6 จาก 20 ทีม.. บุนเดสลีกาเยอรมัน เปลี่ยน 4 จาก 18 ทีม
ทุกลีกมีความเปลี่ยนแปลงทั้งสิ้น มันก็เป็นเรื่องธรรมดา
ทีมชาติเองก็เช่นกัน ความเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องปกติอย่างยิ่ง และถ้าจะลองสังเกตกันดูอีกครั้ง อัตราส่วนของการเปลี่ยนกุนซือของชาติต่าง ๆ จัดอยู่ในระดับไม่ธรรมดา
ลองดูทีมต่าง ๆ ในศึกยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก ก็ได้ ทีมระดับหัวกะทิที่เล่นในลีก A ทั้ง 16 ทีมนั้น มีถึง 8 ทีมหรือครึ่งหนึ่งที่เปลี่ยนโค้ชในช่วงหลังจบฟุตบอลโลก
คิดเป็นสัดส่วนครึ่งหนึ่งเต็ม ๆ จะว่าไปแล้วมากกว่าพรีเมียร์ลีกกับกัลโช่ เซเรีย อาเสียอีก
ถ้าเรายึดฟุตบอลโลก 2026 เป็นเกณฑ์ ความเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งโค้ชทีมชาติเกิดขึ้นอย่างเอิกเกริกทีเดียว
บ้างก็เป็นไปตามแผนงานที่วางเอาไว้อยู่แล้ว บ้างก็เป็นเรื่องที่เข้าใจกันได้ บ้างก็เป็นเรื่องไม่คาดฝัน
หลาย ๆ คนยังมีความชอบธรรมมากพอที่จะอยู่ในตำแหน่งต่อไป
หลุยส์ เด ลา ฟูเอนเต้ ไม่มีวันแยกทางกับสหพันธ์ฟุตบอลสเปนในเวลานี้
ลิโอเนล สคาโลนี่ อยู่ต่อกับทีมชาติอาร์เจนติน่าอยู่แล้ว ผลงาน 1 แชมป์โลกกับ 1 รองแชมป์โลกเป็นที่ประจักษ์แจ้ง
โธมัส ทูเคิ่ล ของทีมชาติอังกฤษก็ชัดเจน การไล่ชนะเกมศูนย์แบบ 100 เปอร์เซนต์ในรอบคัดเลือกและพาทีมสิงโตคำรามคว้าอันดับ 3 ในทัวร์นาเม้นต์เป็นหลักประกันให้นายใหญ่ชาวเยอรมันกุมบังเหียนต่อไปสบาย ๆ
สตาเล่ โซลบัคเค่น ก็เช่นกัน นอร์เวย์ไม่มีทางปล่อยอดีตกองกลางคนนี้ไปจากเก้าอี้กุนซือไวกิ้งแน่
หรือ คาร์โล อันเชลอตติ ก็มีเหตุผลมากมายที่จะอธิบายกับสมาพันธ์ฟุตบอลบราซิลว่าเพราะอะไรเขาถึงยังควรได้อยู่ในตำแหน่งต่อแม้จะทำทีมตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย
กลุ่มคนที่ได้อยู่ต่อมีกลุ่มหนึ่ง แต่คนที่ต้องหลีกทางให้คนใหม่ก็มีอีกกลุ่มหนึ่ง
และก็อย่างที่บอกไปนั่นล่ะครับ ในจำนวน 16 ทีมของลีก A มีถึง 8 ชาติที่เปลี่ยนโค้ชหลังจบฟุตบอลโลก
ที่เป็นข่าวและไม่เล็ดลอดหูตาเราแน่ ๆ ก็มี ซีเนดีน ซีดานแห่งฝรั่งเศส เยอร์เก้น คล็อปป์ของเยอรมัน รวมถึง ชาบี เอร์นานเดซ แห่งทีมชาติเนเธอร์แลนด์
แต่เราลองมาไล่กันดูอีกนิดว่ามีใครอีกบ้าง
กลุ่ม A1 (ฝรั่งเศส อิตาลี เบลเยียม และ ตุรกี) มีความเปลี่ยนแปลงเยอะที่สุด คือ 3 จาก 4 ชาติต่างก็ใช้โค้ชใหม่
-ฝรั่งเศส เปลี่ยนจาก ดีดิเย่ร์ เดส์ชองส์ ที่คุมทีมมาตั้งแต่หลังจบยูโร 2012 กินเวลา 14 ปีเต็ม มาเป็นซีดาน
-อิตาลี ที่แยกทางกับ เจนนาโร่ กัตตูโซ่ หันไปใช้บริการ โรแบร์โต้ มันชินี่ อีกหน มันโช่เคยคุมทีมอยู่ 5 ปีช่วงระหว่าง 2018-2023 และพาทีมเป็นแชมป์ยูโร 2020
-เบลเยียม ยังคงวางใจในโค้ชนอกต่อไป หลังจาก 6 ปีกับ โรเบร์โต้ มาร์ติเนซ (สเปน).. 2 ปีกับ โดเมนิโก เทเดสโก้ (อิตาลี) และหนึ่งปีครึ่งกับ รูดี การ์เซีย (ฝรั่งเศส) สหพันธ์ฟุตบอลเบลเยียมเลือก มาร์ค ฟาน บอมเมล อดีตกองกลางทีมชาติฮอลแลนด์เป็นนายใหญ่คนใหม่ ทำให้โค้ชคนในคนล่าสุดของเบลเยียมยังคงเป็น มาร์ค วิลม็อตส์ เมื่อสิบปีที่แล้ว (คุม 2012-2016)
-ตุรกี ยังเชื่อมั่นใน วินเชนโซ่ มอนเตลล่า ที่เข้ามาแทน สเตฟาน คุนท์ซ เมื่อปี 2013 ต่อไป
----------------
กลุ่ม A2 (เยอรมัน เนเธอร์แลนด์ เซอร์เบีย และ กรีซ) เปลี่ยนแปลง 2 ทีม
-เยอรมัน เปลี่ยนจาก ยูเลียน นาเกลส์มันน์ เป็น เยอร์เก้น คล็อปป์
-เนเธอร์แลนด์หรือฮอลแลนด์ ลองทำอะไรใหม่ ๆ บ้าง มอบอนาคตไว้กับโค้ชต่างชาติเป็นครั้งแรกในรอบ 48 ปีตั้ง ชาบี เอร์นานเดซ รับงานต่อจาก โรนัลด์ คูมัน
ฮอลแลนด์ไม่เคยขาดกุนซือมือดีก็จริง แต่พักหลัง ๆ คล้ายจะพายเรือวนอยู่ในอ่างตัวเลือกเดิม ๆ หน้าเดิม ๆ กลับมาคุม 2 รอบ 3 รอบ
จาก แอร์นท์ ฮัพเพิ่ล ปรมาจารย์ชาวออสเตรียที่คุมระยะสั้น ๆ เพียงปีเดียวระหว่างปี 1977-1978 ฮอลแลนด์ก็ไม่เคยใช้โค้ชต่างชาติอีกเลยจนกระทั่งคราวนี้
-เซอร์เบีย ยังใช้ เวลโก้ เปาโนวิช ที่เข้ามาแทน ดราแกน สตอยโควิช เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้วต่อไป
-กรีซ ยังคงวางใจ อีวาน โยวาโนวิช นายใหญ่ชาวเซิร์บอีกคนเช่นกันที่ทำงานกับทีมมา 2 ปีแล้ว
----------------
กลุ่ม A3 (สเปน โครเอเชีย อังกฤษ และ สาธารณรัฐเช็ก) เปลี่ยน 2 คนเช่นเดียวกับกลุ่ม A2
-สเปน ยึดมั่นกับ หลุยส์ เด ลา ฟูเอนเต้ ที่จะทำงานครบ 4 ปีในเดือนธันวาคมนี้ ผลงานแชมป์ยูโร 2024 กับแชมป์โลกครั้งล่าสุดการันตีความมั่นคง
-โครเอเชีย สิ้นสุดระยะเวลา 9 ปีแห่งความสุขในยุค ซลัตโก้ ดาลิช แล้วเดินหน้าต่อด้วย สลาเวน บิลิช ที่เข้ามาคุมทีมรอบสองหลังเคยทำหน้าที่มาแล้วระหว่างปี 2006-2012
-อังกฤษ ยังวางใจ โธมัส ทูเคิ่ล เต็มที่
-สาธารณรัฐเช็ก หันไปใช้โค้ชนอกเป็นครั้งแรก มิโรสลาฟ คูเบ็ค ที่คุมทัพมา 11 ปีก้าวลงจากตำแหน่ง ซานติ เดเนีย ที่มีประสบการณ์คุมทีมชาติสเปนชุดเล็กมาหลายระดับเข้ารับตำแหน่งแทน
----------------
A4 (โปรตุเกส เดนมาร์ก นอร์เวย์ และ เวลส์) มีเพียงทีมเดียวที่เปลี่ยนโค้ช
-โปรตุเกส แยกทางกับ โรเบร์โต้ มาร์ติเนซ ที่ทำผลงานไม่เข้าเป้า แล้วมอบความไว้วางใจให้ จอร์จ เชซุส ยอดกุนซืออีกคนของวงการ
-เดนมาร์ก ยังใช้ ไบรอัน รีมเมอร์ ต่อไปในปีที่ 3 หลังรับงานต่อจาก คาสเปอร์ ยูลมันด์
-นอร์เวย์ ไม่มีวันปล่อย สตาเล่ โซลบัคเค่น พ้นเก้าอี้ อดีตมิดฟิลด์ทีมชาติคุมทัพมาตั้งแต่เดือนธันวาคมปี 2020 และพาทีมพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ
-เวลส์ ยังยึดมั่นในตัว เคร็ก เบลลามี่ ที่เข้ามาทำงานแทน โรเบิร์ต เพจ เมื่อปี 2024
----------------
เหล่านี้คือบรรดาทีมในลีก A ของยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก ที่เปลี่ยนโค้ชหลังจบฟุตบอลโลก 2026
ขณะที่ลีก B มีความเปลี่ยนแปลงน้อยกว่า
หลาย ๆ ชาติยังวางใจในกุนซือคนเดิม
-สวีเดนกับ แกรม พอตเตอร์..
-สวิตเซอร์แลนด์กับ มูรัต ยาคิน..
-ออสเตรียกับ ราล์ฟ รังนิก..
-บอสเนียฯ กับ เซอร์เก บาร์บาเรซ
-หรือ ฮังการีกับ มาร์โก รอสซี่
แต่บางชาติก็ได้เวลาเปลี่ยนแปลง
-สกอตแลนด์ดึง เซบาสเตียง โปโกโญลี่ กุนซือหนุ่มวัย 39 จากโมนาโกมาสานงานต่อจาก สตีฟ คล้าร์ก
-หรือโรมาเนียก็เดินหน้าสู่อนาคตด้วย จอร์จี้ ฮาจี้ นักฟุตบอลที่ดีที่สุดตลอดกาลของประเทศ "มาราโดน่าแห่งคาบสมุทรบอลข่าน" รับงานนี้ตั้งแต่เดือนเมษายน ผ่านเกมอุ่นเครื่องมา 2 นัดแล้วเพราะทีมผีดิบไม่ได้ไปลุยบอลโลก2
ครั้งล่าสุดที่โรมาเนียเล่นฟุตบอลโลก ฮาจี้ยังเป็นกัปตันทีมของ อังเคล ยอร์ดาเนสคู ตะลุยเข้าไปถึงรอบสองในศึกฟร้องซ์ 98 อยู่เลย เผลอแผล็บเดียวผ่านมาจะครบ 3 ทศวรรษแล้ว
กับทีมอื่น ๆ นอกแผ่นดินยุโรป หลายทีมยังใช้โค้ชคนเดิมอย่าง สหรัฐฯ ยังเป็น เมาริซิโอ โปเชตติโน่ หรือญี่ปุ่นก็ยังเชื่อมั่นในกระบวนการของ ฮาจิเมะ โมริยาสุ
ทว่าอีกหลายทีมก็มีความเปลี่ยนแปลง
-อุรุกวัย ที่ไปผิดแผนกับ มาร์เซโล่ บิเอลซ่า มอบภารกิจให้ ดีเอโก้ ฟอร์ลัน ตำนานศูนย์หน้าของชาติ แม้ผลงานตอนคุมสโมสรจะน่ากังวล คุมทีมยักษ์ใหญ่อย่าง เปนญารอล ก็ถูกไล่ออก คุมทีมเล็กอย่าง อาเตนาส ในดิวิชั่นสองของประเทศก็ถูกปลดพ้นเก้าอี้ก็ตาม
ไม่เพียงเท่านั้น สมาคมฟุตบอลอุรุกวัยยังมอบหมายหน้าที่กุนซือทีมชาติชุดอายุไม่เกิน 20 ปีให้ฟอร์ลันทำควบคู่ไปด้วยกันอีกด้วย
ถามว่าเสี่ยงไหมดูจากผลงานคุมทีมที่ผ่านมามันก็เสี่ยงอยู่เหมือนกัน แต่ในขณะเดียวกันบารมีของฟอร์ลันในระดับทีมชาติก็น่าลองให้โอกาสดู
-เม็กซิโก เดินตามแผนงานทุกกระเบียด ราฟาเอล มาร์เกซ เข้าไปเป็นมือขวาของ ฮาเวียร์ อากีร์เร่ ตั้งแต่ปี 2024 เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากยอดกุนซือให้มากที่สุดก่อนขึ้นกุมบังเหียนหลังเวิลด์คัพ 2026
มันเป็นไปตามนั้นเป๊ะ ๆ ระหว่างนี้จะมีทั้งศึกคอนคาเคฟ เนชั่นส์ ลีก และคอนคาเคฟ โกลด์ คัพ เป็นเวทีให้อดีตกัปตันทีมผู้ยิ่งใหญ่ได้ทีมจังโก้ลุย ก่อนจะถึงงานใหญ่ของจริงในฟุตบอลโลก 4 ปีข้างหน้า
-เกาหลีใต้ ไม่มี ฮง เมียง-โบ แล้ว น่าเห็นใจอดีตปราการเหล็กคนนี้เหมือนกันเพราะชื่อเสียงที่สั่งสมมาพังทลายกลายเป็นจำเลยสังคมจากการพาทีมตกรอบแรกฟุตบอลโลกครั้งนี้
โรเบิร์ต โมเรโน่ อดีตมือขวาของ หลุยส์ เอนริเก้ ที่เคยถูกลูกพี่ไล่ออกอย่างวุ่น ๆ ก่อนศึกยูโร 2020 ได้รับเลือกให้เข้าไปกุมบังเหียนทีมโสมขาวชั่วคราว 6 เกม คือหมดปฏิทินฟีฟ่ารอบหน้าเดือนพฤศจิกายน
แล้วจากนั้นค่อยมาพิจารณาผลงานกันอีกทีว่าผ่านไหม
เหล่านี้คือบรรดาทีมชาติที่มีการปรับเปลี่ยนตัวโค้ชใหญ่ บางคนรู้แล้ว แต่หลาย ๆ คนก็อาจยังไม่รู้
ลองมาดูกันครับว่า 3-4 เกมในปฏิทินฟีฟ่ารอบนี้ โค้ชใหม่คนไหนจะออกตัวได้หวือหวาที่สุด
ตังกุย