หลังจากคว้าชัยชนะเหนือ บริสตอล ซิตี้ ทำให้ทัพ "ช้างกระทืบโรง" โคเวนทรี ซิตี้ ยิ่งกุมความได้เปรียบขยับเข้าใกล้การกลับคืนสู่พรีเมียร์ลีกเข้าไปทุกขณะ
บรรยากาศหลังจบเกมเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาซึ่งเป็นการคว้าชัย 5 นัดติดต่อกัน ทั้งนักเตะ สตาฟฟ์ และแฟนบอลของโคเวนทรี ซิตี้ ต่างร่วมฉลองกันเป็นหนึ่งเดียว เสียงเพลง "We are top of the league" ดังกระหึ่มไม่ขาดสาย โดยเฉพาะตอนที่ แฟรงค์ แลมพาร์ด เดินออกจากสนามท่ามกลางเสียงเชียร์จากแฟนบอลที่ตามมาให้กำลังใจจนเต็มความจุของฝั่งทีมเยือนที่สนามแอชตัน เกต
ดัก คิง เจ้าของสโมสรโคเวนทรี เคยเปรียบเปรยการจัดทัพนักเตะเหมือนกับการถือไพ่ในมือ และต้องยอมรับว่าตอนนี้ไพ่ในมือของแลมพาร์ดนั้นไม่ต่างอะไรกับ "รอยัล ฟลัช" (Royal Flush) ที่เหนือกว่าใครๆ ในลีก
เส้นทางสู่พรีเมียร์ลีกที่สดใส
ปัจจุบัน โคเวนทรี มีคะแนนทิ้งห่าง มิลล์วอลล์ อันดับ 3 อยู่ถึง 9 แต้ม ในขณะที่เหลือการแข่งขันอีกเพียง 10 นัด ทำให้โอกาสเลื่อนชั้นอัตโนมัติสดใสมาก จนแลมพาร์ดแทบไม่ได้สนใจเรื่องการโหวตขยายโควตาเพลย์ออฟเป็น 6 ทีมในฤดูกาลหน้า เพราะดูเหมือนว่าพวกเขาอาจจะไม่ต้องอยู่เล่นในลีกนี้เพื่อรอดูความเปลี่ยนแปลงนั้นด้วยซ้ำ
ลูค วูลเฟนเดน กองหลังของทีมเปรียบเทียบสถานการณ์นี้กับตอนที่เขาอยู่กับอิปสวิชว่า "ผมย้ายมาจากอิปสวิชเมื่อซัมเมอร์ที่แล้ว และเห็นความคล้ายคลึงกันของทั้งสองสโมสร คือการเคยตกไปอยู่ลีกวัน แต่เมื่อคุณได้รับแรงส่งจากการเลื่อนชั้น คุณจะสัมผัสได้ถึงพลังพิเศษบางอย่าง และตอนนี้เรากำลังเข้าสู่ช่วงทางตรงสุดท้ายแล้ว"
การเปลี่ยนแปลงที่คุ้มค่า
ดัก คิง เจ้าของสโมสรที่ซื้อกิจการแบเบ็ดเสร็จเมื่อ 3 ปีก่อน และเพิ่งซื้อขาดสนามเหย้าจาก ไมค์ แอชลีย์ เมื่อสิงหาคมที่ผ่านมา เคยตัดสินใจครั้งใหญ่ด้วยการปลด มาร์ค โรบินส์ ผู้จัดการทีมระดับตำนานของสโมสรเมื่อเดือนพฤศจิกายนฤดูกาลก่อน เนื่องจากมองว่าขุมกำลังที่มีอยู่มีศักยภาพสูงควรทำผลงานได้ดีกว่าที่เป็นอยู่ และแลมพาร์ดคือคนที่เข้ามาสานงานต่อ
แม้โรบินส์จะทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมในการกอบกู้ความสัมพันธ์ระหว่างสโมสรกับแฟนบอล แต่การก้าวเข้ามาของแลมพาร์ดคือการยกระดับทีมอย่างแท้จริง โดยฤดูกาลที่แล้วเขาพาทีมจบอันดับ 5 ก่อนจะพ่ายซันเดอร์แลนด์ในช่วงต่อเวลาพิเศษของรอบเพลย์ออฟเลื่อนชั้นอย่างน่าเสียดาย
บทเรียนจากความผิดพลาด
จากความผิดหวังในซีซั่นที่แล้ว ทำให้โคเวนทรี ไม่หยุดนิ่งสานต่อภาระกิจหวนคืนสู่ลีกสุด โดยถึงตอนนี้พวกเขาหมายมั่นที่จะเลื่อนชั้นแบบอัตโนมัติ (จบอันดับ 1 หรือ 2) เพื่อไม่ต้องไปเสี่ยงในรอบเพลย์ออฟอีก และแม้จะเคยมีช่วงฟอร์มตก (ชนะเพียง 4 จาก 14 นัดในช่วงธันวาคมถึงกุมภาพันธ์) แต่แลมพาร์ดมองว่านั่นคือบทเรียนล้ำค่า และลูกทีมของเขาพิสูจน์ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและการเรียนรู้จากความผิดพลาด จนกลับมาผงาดบนหัวตารางได้อีกครั้ง
"ทุกคนเคยกังวลตอนที่เราฟอร์มตก แต่เหล่านักเตะได้พิสูจน์ให้เห็นแล้ว และหวังว่าพวกเขาจะเรียนรู้ว่า 'ความสม่ำเสมอ' คือกุญแจสำคัญที่จะพาเราไปถึงพรีเมียร์ลีก"
"ตลอดปีเศษๆ ที่เราอยู่ด้วยกันมา ผมเห็นนักเตะพัฒนาขึ้นมาก เพราะประสบการณ์มันสร้างได้จากการลงมือทำจริงๆ เท่านั้น.. จริงไหม?" แลมพาร์ดกล่าวทิ้งท้าย
วิเคราะห์จุดสำคัญเส้นทางสู่พรีเมียร์ลีกของ "เดอะ สกาย บลูส์"
ความได้เปรียบในบ้าน: โคเวนทรี มีเกมในบ้านถึง 6 จาก 10 นัดที่เหลือ โดยเฉพาะ 2 นัดถัดไป (เปรสตัน กับ เซาธ์แฮมป์ตัน) หากเก็บ 6 แต้มเต็มได้ โอกาสเลื่อนชั้นอัตโนมัติแทบจะแบเบอร์
บททดสอบช่วงเมษายน: ช่วงต้นเดือนเมษายนถือเป็นจุดชี้วัด เพราะต้องเจอทั้ง ดาร์บี้ และ ฮัลล์ ซิตี้ ซึ่งเป็นทีมหัวตารางด้วยกัน หากผ่านช่วงนี้ไปได้โดยไม่พลาดท่า พวกเขาอาจคว้าตั๋วพรีเมียร์ลีกก่อนจบฤดูกาล 2-3 นัด
ฮาจี้ ไรท์ กำลังฮอต: กองหน้าตัวเก่งดีกรีทีมชาติสหรัฐยิงไปแล้ว 16 ประตู (6 ประตูจาก 5 นัดหลัง) ความมั่นใจของแนวรุกชุดนี้ที่มีทั้ง ไรท์, โรเมน เอสเซ่, เอฟรอน เมสัน-คล้าร์ก รวมทั้ง ทัตสึฮิโระ ซากาโมโตะ คืออาวุธหนักที่ทีมอื่นในแชมเปียนชิพยากจะต้านทาน
คะแนนที่ต้องการ: ปัจจุบันมี 74 แต้ม ตามสถิติปีก่อนๆ ทีมที่ได้ประมาณ 85-90 แต้ม มักจะได้เลื่อนชั้นอัตโนมัติ หมายความว่าแลมพาร์ดและลูกทีมต้องการชัยชนะอีกประมาณ 4-5 นัด จาก 10 นัดที่เหลือภารกิจกลับสู่ลีกสูงสุดเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ตกชั้นเมื่อฤดูกาล 2000-01 จะยุติลงทันที
แลมพาร์ด และ ลูกทีมจะสานฝันแฟนบอล "ช้างกระทืบโรง" ให้เป็นจริงได้หรือไม่?