ย้อนเส้นทางความสำเร็จของ จอชชัว โรเบิร์ต แอทคินสัน ลมกรดลูกครึ่งไทย-ออสเตรเลีย ที่ปฏิเสธทีมชาติออสเตรเลียเพื่อเลือกรับใช้ทีมชาติไทย ก่อนระเบิดฟอร์มสับสปีดคว้าเหรียญทอง 400 เมตรชาย เอเชียนเกมส์ 2026 ในรอบ 75 ปี
"ใครไม่ชัวร์ แต่จอชชัว"
วลีนี้คือสิ่งที่แฟน ๆ กีฬาชาวไทยนิยามให้กับ "จอชชัว โรเบิร์ต แอทคินสัน" ลมกรดหนุ่มลูกครึ่งไทย-ออสเตรเลีย ที่คว้าเหรียญทองเอเชียนเกมส์ในระยะ 400 เมตรชายในรอบ 75 ปี
อย่างไรก็ตามแต่ ย้อนกลับไปก่อนที่ชื่อของ จอชชัว จะถูกจารึกในฐานะฮีโร่ เบื้องหลังเส้นทางนี้เต็มไปด้วยการตัดสินใจครั้งใหญ่ของครอบครัว และหัวใจอันเด็ดเดี่ยวที่ปฏิเสธโอกาสจากชาติมหาอำนาจกีฬาเพื่อคำว่า "ประเทศไทย"
นี่คือเรื่องราวของเด็กหนุ่มลูกครึ่งไทย-ออสเตรเลีย ที่เลือกฟังเสียงจากหัวใจตัวเองมากกว่าความสะดวกสบาย
ติดตามพร้อมกันที่ SIAMSPORT
[ จุดเริ่มต้นบนลู่วิ่ง ]
จอชชัว โรเบิร์ต แอทคินสัน เป็นลูกครึ่งไทย-ออสเตรเลีย ในช่วงวัยเด็ก เขาเคยใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นระหว่างปี 2007 ถึง 2011 ก่อนจะย้ายกลับไปเติบโตและเข้าสู่วงการกีฬาที่ประเทศออสเตรเลีย
ในวัยเด็ก ความฝันแรกของ จอชชัว ไม่ได้อยู่บนลู่วิ่ง แต่คือการเป็นนักฟุตบอล เขาเป็นแฟนบอลตัวยงของสโมสร บาร์เซโลน่า และมี ลิโอเนล เมสซี เป็นไอดอลในดวงใจ
ทว่า ความสามารถด้านการวิ่งระยะไกลของเขาก็ฉายแววมาตั้งแต่เด็ก โดยเมื่ออายุได้เพียง 5 ขวบ เขาสามารถวิ่งชนะเด็กที่โตกว่าถึง 2 ปีในงานกีฬาสี คุณแม่ชโลธร (อ้อม) จึงสนับสนุนให้เขาเข้าสโมสรกระทั่งพัฒนาฝีเท้าขึ้นมาเป็นตัวเต็งระดับรัฐ
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อเขาอายุได้ราว 14-15 ปี โค้ช Graham Garnett เริ่มเห็นศักยภาพที่โดดเด่นและแนะนำให้เขาเลือกระหว่างฟุตบอลกับกรีฑาอย่างจริงจัง
ประกอบกับอุบัติเหตุบาดเจ็บที่หน้าแข้งขณะวิ่งระยะ 1,500 เมตร ทำให้เขาตระหนักว่าการวิ่งระยะไกลเกินไปเริ่มไม่ตอบโจทย์สภาพร่างกายและจิตใจ
จอชชัว จึงตัดสินใจทิ้งลูกหนังแล้วปรับมาเน้นวิ่งระยะ 400 และ 800 เมตรเต็มตัว จนก้าวขึ้นไปคว้าแชมป์ระดับรัฐและทำสถิติประเทศออสเตรเลียในรุ่นเยาวชนได้อย่างยิ่งใหญ่
เมื่อฟอร์มการวิ่ง 400 เมตร และ 800 เมตร ร้อนแรงจนติดอันดับท็อป สมาคมกรีฑาของออสเตรเลีย จึงแสดงความสนใจอย่างจริงจังที่จะดึงตัวจอชชัวเข้าสู่ ทีมชาติออสเตรเลีย เพื่อลงแข่งขันระดับสากล
อย่างไรก็ตาม ในครอบครัวแอทคินสัน คุณพ่อปีเตอร์ และคุณแม่ชโลธร ได้ร่วมกันหารือเพื่อเปิดทางเลือกให้ลูกชาย โดยในปี 2019 พล.ต.ต.สุรพงษ์ อาริยะมงคล เลขาธิการสมาคมกีฬากรีฑาแห่งประเทศไทยฯ ได้มีโอกาสรู้จักและเล็งเห็นพรสวรรค์ของ จอชชัว มาตั้งแต่ต้น จึงพร้อมเปิดประตูต้อนรับลมกรดหนุ่มรายนี้เข้ามาฝากตัวรับใช้ชาติ
คำถามสำคัญถูกส่งไปยังเด็กหนุ่มวัยรุ่นในวันนั้น คุณแม่ถาม จอชชัว ตรง ๆ โดยไม่บังคับว่าต้องการลงแข่งขันให้ประเทศใด ซึ่งคำตอบที่หลุดออกจากปากของจอชชัวโดยไม่ลังเลเลยสักครั้งคือ
"THAILAND ONLY"
จอชชัว ยืนยันคำเดิมว่าเขาต้องการวิ่งให้ ทีมชาติไทย เพียงแห่งเดียวเท่านั้น ซึ่งกลายเป็นปฐมบทของดีลประวัติศาสตร์ในวงการกรีฑาไทย
[ ก้าวผ่านกำแพงภาษาและสภาพอากาศ ]
แม้หัวใจจะปักหมุดที่ประเทศไทย แต่การเดินทางมาเก็บตัวที่แคมป์ทีมชาติไทยในต้นปี 2022 ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเด็กหนุ่มที่โตในออสเตรเลีย
ก่อนเครื่องบินจะแตะพื้นดินไทยเพียง 2 ชั่วโมง จอชชัว ถึงกับเปรยกับคุณแม่ด้วยความกังวลว่าอยากบินกลับออสเตรเลีย เพราะต้องห่างบ้านมาอยู่ไทยถึง 6 สัปดาห์ โดยที่พูดภาษาไทยยังไม่ได้ แถมยังต้องปรับตัวกับสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าว วัฒนธรรมอาหารการกิน และโปรแกรมการฝึกซ้อมที่หนักหน่วงจนเขารู้สึกเหนื่อยง่ายกว่าปกติในอาทิตย์แรก ๆ
แต่ความกังวลทั้งหมดมลายหายไปทันทีที่เขาก้าวเข้าสู่แคมป์ทีมชาติ บรรยากาศการต้อนรับอย่างเป็นกันเองและอบอุ่นจากทั้งโค้ช สมาคมฯ และเพื่อน ๆ นักวิ่ง ทำให้เขาอบอุ่นใจ
ในช่วงแรก จอชชัว ต้องเปิดแอปพลิเคชัน Google Translate บนโทรศัพท์มือถือพิมพ์โต้ตอบภาษาอังกฤษ-ไทยเพื่อสื่อสารกับเพื่อนร่วมทีม ทั้งตอนซ้อมและตอนออกไปกินข้าว ก้าวข้ามกำแพงภาษาด้วยมิตรภาพ จนเขาสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว มีความสุขกับการฝึกซ้อม
และเอ่ยปากว่า “ผมรักคนไทยมาก ขอบคุณมากครับ”
[ จากฮานอยสู่สถิติเอเชียนเกมส์ ]
การตัดสินใจสวมเสื้อทีมชาติไทยกลายเป็นจุดเริ่มต้นของมหากาพย์แห่งความสำเร็จ
ซีเกมส์ ครั้งที่ 31 (ฮานอย 2021/2022) : จอชชัว แจ้งเกิดกระหึ่มอาเซียนด้วยการคว้าคนเดียว 4 เหรียญทอง (วิ่ง 400 ม., 800 ม., ผลัด 4x400 ม. ชาย และผลัดผสม 4x400 ม.) กลายเป็นนักกีฬาไทยคนแรกในรอบ 21 ปีที่คว้าทองมากที่สุดในซีเกมส์ครั้งเดียว
ซีเกมส์ ครั้งที่ 33 (กรุงเทพฯ 2025) : จอชชัว ระเบิดสปีดวิ่ง 400 เมตรชาย เข้าเส้นชัยด้วยเวลา 45.13 วินาที ทำลายสถิติซีเกมส์เดิมที่ยืนยาวนานกว่า 10 ปีได้อย่างยิ่งใหญ่
เอเชียนเกมส์ 2026 (ไอจิ-นาโกย่า) : จอชชัว สร้างประวัติศาสตร์ระดับโลก เมื่อสับสปีดเข้าเส้นชัยด้วยเวลา 44.90 วินาที ปลดล็อกคว้า เหรียญทองวิ่ง 400 เมตรชาย ให้ประเทศไทยได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในรอบ 75 ปี นับตั้งแต่มีการจัดแข่งขันครั้งแรกในปี 1951
โดยเอกลักษณ์เฉพาะตัวอีกอย่างของ จอชชัว คือการสวม ผ้าคาดหัวสีม่วงหรือสีชมพู ลงสนามทุกครั้ง ซึ่งเขาเผยว่าเป็นสไตล์ที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจ เสริมสร้างบุคลิกให้ดูดียามอยู่บนลู่วิ่ง
ซึ่งเบื้องหลังสปีดเร็วแรงทะลุนรกนี้คือ “ความคิดและทัศนคติ” ที่เติบโตเกินวัย
จอชชัว มีความเชื่อในการโฟกัสกับ "ปัจจุบัน" มากกว่าการสร้างความกดดันให้ตัวเอง เขาไม่เคยปล่อยให้ความวิตกกังวลในอนาคตมารบกวนสมาธิก่อนแข่ง แต่มุ่งมั่นทำหน้าที่ตรงหน้าให้ดีที่สุด
"ถ้าคุณไม่เคยล้มเหลวในชีวิต คุณก็ไม่ได้เรียนรู้ชีวิต คุณต้องเรียนรู้ ทำผิดพลาด ล้มลง แล้วลุกขึ้นเดินต่อ" จอชชัว แอทคินสัน เผยถึงปรัชญาชีวิต
ความฝันของลมกรดวัย 23 ปีรายนี้ ยังไม่หยุดอยู่แค่เหรียญทองเอเชีย เขายังคงตั้งเป้าหมายในอนาคตที่จะก้าวไปสู่ระดับโลก พร้อมทั้งต้องการพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า นักวิ่งจากประเทศไทย ก็สามารถยืนบนโพเดียมระดับสูงของโลกได้ โดยไม่จำเป็นต้องมาจากชาตินักวิ่งมหาอำนาจเสมอไป